
เสพติดความเหน็ดเหนื่อย
ในขณะที่กำลังใช้เวลาวันหยุดพักผ่อนสบายๆ ไปกับการนอนดูโทรทัศน์
โดย เพ็ญแข สร้อยทอง
ในขณะที่กำลังใช้เวลาวันหยุดพักผ่อนสบายๆ ไปกับการนอนดูโทรทัศน์ ผู้เขียนก็ได้ชมเรื่องราวเบื้องหลังการแข่งขันไตรกีฬาค นเหล็ก ซึ่งทำให้เราได้ตระหนักว่า ... การเสพติดความเหน็ดเหนื่อยนั้นมีจริง
สำหรับไตรกีฬาคนเหล็ก หรือ Ironman Triathlon เป็นการแข่งขันไตรกีฬาระยะไกลที่ประกอบด้วยการว่ายน้ำ ขี่จักรยาน และวิ่งมาราธอน โดยต้องแข่งขันแบบต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก นับเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่ยากลำบากที่สุดประเภทหนึ่ง แต่ในทุกๆ ปีกลับมีผู้คนทั่วโลกเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
ผ่านการสัมภาษณ์ คนดูได้รู้จักผู้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาคนเหล็ก พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนทำงานนั่งโต๊ะ หน้าคอมพิวเตอร์ บ้างเป็นหมอ ทนายความ วิศวกร นักบัญชี ฯลฯ สอดคล้องกับบทความของ แบรด สตัลเบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มสมรรถภาพมนุษย์ ที่บอกว่า ทุกวันนี้คนทำงานออฟฟิศหรือพวกไวท์คอลลาร์เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ให้ความสนใจกีฬาใช้แรงและความอดทนสูง อย่างเช่น การปั่นจักรยาน วิ่ง สนามฝึกความอึด ฯลฯ
เพื่อที่จะมีส่วนร่วมกับกีฬาเหล่านี้ พวกเขาจะต้องมี 2 อย่าง คือ เวลา และเงินทอง ไม่ว่าจะในการฝึกฝน การเดินทาง เข้าร่วมการแข่งขัน การพักฟื้น ฯลฯ อ้างอิงจากที่นิวยอร์กไทมส์เคยนำเสนอว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการวิ่งมาราธอนในแต่ละครั้งอาจจะต้องมีถึง 1,600 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.3 หมื่นบาท ข้อมูลจากไตรกีฬาสหรัฐในปี 2015 แสดงให้เห็นว่า นักไตรกีฬาราว 80% มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.26 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 4.2 ล้านบาทต่อปี
ข้อมูลจากสมาคมวิ่งและจักรยานของสหรัฐยังเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า นักกีฬาซึ่งต้องใช้ความอดทนสูง ส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษา มีความมั่นคงทางการเงิน และทำงานในสายอาชีพที่ใช้สมองมากกว่าใช้แรงกาย และนอกจากเวลาทำงาน คนเหล่านี้เลือกทุ่มเทเวลา กำลังกาย กำลังใจเพื่อฝึกฝน พวกเขาเลือกที่จะเจ็บปวดทุกข์ทรมานโดยสมัครใจ
นักไตรกีฬาบางคนบอกว่า ความเจ็บปวด ยากลำบาก ระหว่างการฝึกและแข่งขันคือเหตุผลสำคัญ นี่คือรูปแบบหนึ่งของความสำเร็จ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดระเบียบสร้างวินัยให้กับร่างกาย วิศวกรทางชีวเคมีคนหนึ่งซึ่งลงแข่งขันไตรกีฬา บอกว่า "ผมรักผลลัพธ์ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเร็วขึ้น วิ่งได้ยาวนานขึ้น และการทำทุกอย่างเพื่อไปถึงเป้าหมายที่แน่ชัด" อีกคนเป็นนักการตลาดจากนิวยอร์ก เขาเห็นว่า การฝึกฝนและแข่งขันเป็น "กระบวนการที่มีขั้นตอนและเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งช้าๆ หรือทำท่าออกกำลังกายยากๆ มันต่างเป็นความรู้สึกดีๆ เพื่อล็อกเป้าหมาย และก็ไปให้ถึง" ขณะที่นักกีฬา Tough Mudder หรือวิ่งวิบากตะลุยโคลน บอกว่า บาดแผลและความเจ็บปวดช่วยเติมเต็มให้ชีวิตพวกเขาสมบูรณ์ขึ้น
ในมุมของนักจิตวิทยามองว่า กีฬาเหล่านี้ทำให้ผู้คนได้หลบหนีความเบื่อหน่ายการทำงานในออฟฟิศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้แรงกายนัก ความเจ็บปวดจากการฝึกฝนและแข่งขันทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากการตระหนักรับรู้ในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่หรือภาระที่แบกรับไว้ ในการเล่นกีฬาเหล่านี้ทำให้พวกเขามีเป้าหมายที่ชัดเจน รวมทั้งผลลัพธ์ซึ่งวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด "เสพติดความเหน็ดเหนื่อย และยากลำบาก"
อีกนัยหนึ่งกีฬาเหล่านี้แสดงถึง "แรงจูงใจที่จะประสบความสำเร็จ" อย่างที่ ไมเคิล แซคส์ นักจิตวิทยาการกีฬา มหาวิทยาลัยเท็มเพิล ชี้ให้เห็นว่า คนเล่นกีฬายากๆ ที่ใช้ความอดทน กับคนทำงานที่มีรายได้สูงนั้นมีความคิดคล้ายๆ กัน คือ ต่างมี "แรงจูงใจและความแข็งแกร่งทางจิตใจสูง" ในขณะที่คนทั่วไปเห็นว่า ความสุขที่สำคัญที่สุดคือ ความรัก ความสัมพันธ์ แต่คนที่มีฐานะและรายได้สูงจำนวนหนึ่งกลับบอกว่า "การตระหนักถึงศักยภาพของตัวเอง" เป็นกุญแจแห่งความสุข และกีฬาก็คือวิธีการตรวจสอบศักยภาพของตัวเอง
เพราะชีวิตที่มั่นคง สะดวกสบาย อาจจะไม่ใช่คำตอบซึ่งถูกต้องที่สุด ทำให้คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาฝึกฝน เพื่อเข้าแข่งขันกีฬาที่ยากลำบากที่สุดในโลก กีฬาซึ่งสร้างโอกาสให้พวกเขาได้รับมือกับความทุกข์ทรมานทางกาย อดทนกับความยากลำบาก เพื่อไปสู่ชัยชนะ และจะได้มีแรงกลับไปนั่งโต๊ะ ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อ







