
‘ซาป้า’สูงสุด ของหลังคาเวียดนาม
เมื่อช่วงวันหยุดยาว ผมได้พาครอบครัวไปเที่ยวที่เวียดนามมา การเดินทางครั้งนี้ผมได้พากันไปที่เวียดนามเหนือ
เมื่อช่วงวันหยุดยาว ผมได้พาครอบครัวไปเที่ยวที่เวียดนามมา การเดินทางครั้งนี้ผมได้พากันไปที่เวียดนามเหนือ โดยไม่ได้มีจุดหมายใดๆ ก่อนเดินทาง เมื่อไปถึงฮานอยก็ดูหลายที่ว่าจะไป ลูกค้าที่ไปรับก็ชักชวนว่าเราไปเที่ยวซาป้ากันไหม? ผมเห็นว่านานแล้วไม่ได้ไปซาป้า จึงตกลงเดินทางไปดู โดยการขับรถไปกันเองกับลูกค้าอีกคน
ก่อนอื่นอยากจะเล่าถึงซาป้าในอดีตก่อนมาดูปัจจุบันนะครับ ใน อดีตผมและคุณมงคลได้เดินทางไปดูตลาดทางภาคเหนือ 24 จังหวัด พร้อมกับทางคณะของบริษัท กระทิงแดง (เวียดนาม) ในยุคนั้นการ เดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภาคเหนือเวียดนาม ค่อนข้างจะทุรกันดารมาก ถนนยังเป็นถนนสองเลน วิ่งสวนกันไปมา ข้างทาง จะไม่มีไหล่ถนน ที่สำคัญคือตลอดเส้นทางเด็กๆ วิ่งเล่นบนถนน รถมอเตอร์ไซค์ เกวียน วัวควาย มีให้เห็นตลอดทาง ระยะทางไม่กี่ร้อยกิโลเมตร วิ่งกันสองวัน ที่ท้องถนนชาวบ้านจะนำเอาพืชไร่ข้าวโพด ข้าวเปลือก มาตากกันบนถนน ตลอดสองข้างทางเลยครับ ถามว่าแล้วเราไม่เหยียบย่ำของเขาเหรอ ต้องบอกว่าจำเป็นต้องเหยียบครับ ไม่งั้นก็ไปไม่ได้สิครับ
เราเดินทางจนถึงเลาก๋าย เมืองชายแดนก่อนขึ้นเขาไปซาป้า ที่นี่จะเป็นชายแดนติดกับประเทศจีนครับ ฝั่งตรงข้ามคือเมืองไฮ๋เค่ว อยู่ในมลฑลยูนนาน ภายใต้การปกครองของเขตปกครองพิเศษสิบสองปันนา ที่นี่ผู้คนพลุกพล่านมาก การค้าขายชายแดนดีมาก ผมมีลูกค้าที่เลาก๋าย อยู่แล้ว เราจึงขอให้เขาพาเราข้ามแดน ในยุคนั้นยังไม่มีบัตร APEC CARD จึงไม่สามารถข้ามได้ ทางลูกค้าก็จึงพาพวกเราข้ามเรือไปยังฝั่งตรงข้าม เราก็ไปครับ ไปทานอาหารกลางวันเป็นอาหารจีนหนึ่งมื้อ แล้วจึงตรวจตลาดกัน วันนั้นกว่าจะได้ออกจากเลาก๋ายไปซาป้าก็ค่ำพอดี
เราขับรถขึ้นภูเขาโดยจุกบุ๋ง โชเฟอร์คู่ใจ ไต่เขาไปแรกๆ ก็ไม่ค่อยจะหวาดเสียวเท่าไหร่ แต่พอยิ่งสูงหมอกยิ่งหนา ระยะสายตามองเห็นแค่เพียงยี่สิบเมตร จุกบุ๋งต้องบีบแตรตลอดทางเลยครับ กว่าจะถึงซาป้าเรียกว่าใจแทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยครับ เราไปนอนที่โรงแรมวิคตอเรียโฮเต็ล ในยุคนั้นมีที่นี่ที่เดียวที่เป็นโรงแรมที่ดีที่สุด วันที่ไปถึงเป็นวันเสาร์ อีกวันคือวันอาทิตย์จะมีตลาดเลิฟมาร์เก็ตในตอนกลางคืน พวกเราก็ออกมาเที่ยวดูตลาดกัน จะมีชาวเขาตามเขาต่างๆ มาชุมนุมกันที่ Love Markets กันเยอะมาก ในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปถึง พวกเราจึงกลายเป็นจุดเด่นของตลาดไปเลยครับ คงไม่ต้องอธิบายนะครับว่าตลาด Love Markets เขาทำอะไร หาเอาเองแล้วกันครับ
พอมาครั้งนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไป ตลอดทางเป็นถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ใช้เวลาการขับรถแค่ห้าหกชั่วโมงก็ถึงที่เลาก๋ายแล้ว พอไปถึงเลาก๋าย บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปหมด ความเจริญเข้ามาสู่เวียดนามหมดเลยครับ หลังจากที่เที่ยวในเมืองเสร็จเราก็เดินทางต่อไปซาป้า ระยะเวลาและเส้นทางดีกว่าเดิมเยอะมาก พอถึงที่ซาป้า ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด โรงแรมดีๆ ผุดขึ้นมาเยอะมาก มีเป็นหลายสิบแห่ง ที่ซาป้ากลายเป็นเมืองท่องเที่ยวไปเสียแล้วครับ ที่น่าแปลกใจคือมีปลา Salmon เลี้ยงที่บนเขาซาป้าขายในร้านอาหารเยอะมาก ตัวไม่ใหญ่มากประมาณหนึ่งกิโลกรัมได้ เนื้อก็ใช้ได้ครับ เหนียวกว่าของยุโรปและญี่ปุ่น แต่ความมันไม่เท่า ยังมีทั้งหมู่บ้านชาวเขา และตลาด Love Markets ยังคงมีอยู่ ที่เพิ่มมาคือกระเช้าลอยฟ้าที่สูงมากครับ เรียกว่าเป็นที่สูงสุดเป็นหลังคาของเวียดนามเลยละครับ
ผู้คนได้เปลี่ยนรูปแบบความเป็นอยู่ไปจากเดิมมาก ชาวเขาที่เคยใสซื่อ ปัจจุบันนี้ก็ได้มีแต่ชาวเขาที่พูดอังกฤษสื่อสารได้ดีมากอยู่เต็มไปหมด ชาวบ้านเริ่มรู้จักหาเงินจากนักท่องเที่ยวมากขึ้นครับ ทำให้รู้สึกว่ากาลเวลาเปลี่ยนไป หรือว่าเราแก่ตัวลงน้า...







