
เที่ยวทางเรือบูม โอเชี่ยนฯเร่งขยายลงทุน
โชคชัย สีนิลแท้ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้นมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโต ซึ่งรูปแบบของการท่องเที่ยวนั้นมีหลากหลาย และที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจคือ การท่องเที่ยวทางทะเล ในรูปแบบของการล่องเรือยอชต์ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่ส่งผลกระทบกับกำลังซื้อกลุ่มลูกค้าระดับบน และยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โชคชัย สีนิลแท้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้นมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโต ซึ่งรูปแบบของการท่องเที่ยวนั้นมีหลากหลาย และที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจคือ การท่องเที่ยวทางทะเล ในรูปแบบของการล่องเรือยอชต์ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่ส่งผลกระทบกับกำลังซื้อกลุ่มลูกค้าระดับบน และยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ รักษาการ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจเรสซิเดนท์ บิซิเนส บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ ผู้ให้บริการท่าจอดเรือยอชต์ โอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ในส่วนของ การท่องเที่ยวโดยการใช้เรือยอชต์มีทิศทางการเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะการเที่ยวแบบไปกลับในวันเดียว หรือวันเดย์ทริป จะเห็นได้ชัดเจนในช่วงปีนี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวเติบโตขึ้นตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค.ที่ผ่านมา มีจำนวนเท่ากับตัวเลขทั้งปีของปีที่แล้ว หรือเฉลี่ยเดือนละ 1.9 หมื่นคน ซึ่งกว่า 50% เป็นนักท่องเที่ยว คนไทย และชาวเอเชียที่ส่วนใหญ่จะเป็นจีน อีกทั้งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 15-30 ปี
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากศักยภาพการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวในพัทยาที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดย 6 เดือนแรกของปีนี้มีนักท่องเที่ยวมาพัทยากว่า 8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2559 จำนวน 5% แบ่งสัดส่วนเป็นคนไทย 35% ต่างชาติ 65% ในส่วนของกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ประเทศหลักคือจีนที่ส่วนใหญ่ จะเป็นคนรุ่นใหม่และครอบครัว นิยมการ ท่องเที่ยวทางเรือยอชต์แบบวันเดียว ซึ่ง เสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,000 บาท/คน
"การท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริปนั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.รูปแบบ จอยทริป เป็นการขายตั๋วที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถขึ้นมาใช้บริการ 2.รูปแบบ ไพรเวทหรือเช่าเหมาลำ ซึ่งรูปแบบให้เช่าแบบจอยทริปนั้นเติบโตขึ้นมาก โดยเฉพาะ กลุ่มลูกค้าคนไทยที่นิยมการท่องเที่ยวรูปแบบนี้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน" ณพงศ์กล่าว
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าวเติบโตนั้นมาจากการส่งเสริมของภาครัฐ โดยเฉพาะการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ทำให้กฎระเบียบต่างๆ โดยเฉพาะการเข้ามาใช้พื้นที่จอดเรือยอชต์เหมือนกับที่ จ.ภูเก็ต ในส่วนของวีซ่าการจอดเรือนั้น กรมศุลกากรได้ขยายระยะเวลาจากเดิม 2 สัปดาห์-2 เดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน ต่อได้อีก 6 เดือน
ขณะเดียวกันเส้นทางคมนาคมทั้งทางรถยนต์ที่มีโครงการไฮเวย์กรุงเทพฯ ถึงพัทยา จะแล้วเสร็จในปี 2561 จะทำให้การเดินทางรวดเร็วขึ้น รวมทั้งสนามบินอู่ตะเภาที่จะมีสายการบินมาลงมากขึ้น ยิ่งส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวพัทยา และผลักดันให้การท่องเที่ยวโดยใช้เรือยอชต์ในช่วง 4-5 ปีนี้จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 20-25% ต่อปี
ปัจจุบันโอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ ถือเป็นท่าจอดเรือที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้นำในตลาดในเมืองพัทยา ซึ่งล่าสุดบริษัทเตรียมใช้งบลงทุน 100 ล้านบาท เพื่อปรับท่าจอดเรือใหม่ สำหรับขยายพื้นที่การจอดเรือได้เพิ่มอีก 60 ลำ จากปัจจุบันจอดได้ 380 ลำ ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2561
"ที่ผ่านมาการเพิ่มพื้นที่ท่าจอดเรือใหม่ในปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากภาครัฐไม่ได้เพิ่มสัมปทานเพื่อให้เอกชนสามารถขยายพื้นที่การดำเนินงานได้อีก หากภาครัฐจะส่งเสริมในเวลานี้จะต้องเป็นรัฐดำเนินการเอง ซึ่งปัจจุบันจะมีท่าเรือยอชต์อยู่บริเวณแหลมบาลีฮาย แต่ถือว่ามีขนาดเล็กอยู่และดูแลโดยหน่วยงานท้องถิ่นของเมืองพัทยา" ณพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดรับหน้าท่องเที่ยว บริษัทได้ใช้งบจำนวน 10 ล้านบาท จัดงาน โอเชี่ยน มารีน่า พัทยา โบ๊ท โชว์ ครั้งที่ 6 ซึ่งจะมีการนำเรือยอชต์มาแสดง โดยปีนี้ประมาณการ ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวล่องเรือแบบวันเดย์ทริปจะอยู่ที่ 720 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีที่แล้วอยู่ที่ 550 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากการให้เช่าที่จอดเรือซึ่งมีอัตราค่าเช่าที่ 3 หมื่น-8 แสนบาท/วัน รวมทั้งบริษัทมีเรือยอชต์สำหรับให้บริการอีกจำนวน 5 ลำ และมองว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้ารายได้จะเติบโตได้ 15% ต่อปี เติบโตสอดคล้องกับรายได้จากธุรกิจล่องเรือยอชต์ในภาคตะวันออก ของประเทศที่มีมูลค่าประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณที่ตั้งโครงการใหม่ในรูปแบบมิกซ์ยูส ในรูปแบบค้าปลีก สวนน้ำ รวมไปถึงโอกาสของธุรกิจกาสิโนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลอนุมัติให้เกิดขึ้น เนื่องจากบริเวณจอมเทียนนั้นยังเหลือพื้นที่อยู่กว่า 100 ไร่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ พัฒนาโรงแรมโอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ จำนวน 50 ห้องพัก โครงการคอนโดมิเนียม โอเชี่ยน มารีน่า ซานมาริโน และปัจจุบันอยู่ระหว่างการขายโครงการโอเชี่ยน พอร์ตโตฟีโน่ จำนวน 60 ยูนิต ราคา ขายเฉลี่ย 1 แสนบาท/ตารางเมตร ขยับเพิ่มขึ้นจาก 6.9 หมื่นบาท/ตารางเมตร จากทั้งหมด 268 ยูนิต
นี่คือการรุกตลาดของ โอเชี่ยนฯ ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนสอดรับอุตสาห กรรมท่องเที่ยวที่ยังเติบโตได้อย่างดี







