posttoday
นโยบายยาเสพติดสหราชอาณาจักร แนวคิดไม่ส่งผู้กระทำผิดขึ้นสู่ศาล

นโยบายยาเสพติดสหราชอาณาจักร แนวคิดไม่ส่งผู้กระทำผิดขึ้นสู่ศาล

08 พฤศจิกายน 2560

ณัฐภาณุ นพคุณ & ผู้อำนวยการกองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเดือน ก.ย. 2560 คณะหน่วยราชการไทยนำโดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ไปศึกษาดูงานนโยบายยาเสพติดของสหราชอาณาจักร ณ กรุงลอนดอน มีการเข้าพบสมาชิกสภา นักวิชาการ ผู้บังคับใช้กฎหมาย สถานบำบัดรักษาผู้ติดยา และองค์กรภาคประชาสังคม

ณัฐภาณุ นพคุณ & ผู้อำนวยการกองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อเดือน ก.ย. 2560 คณะหน่วยราชการไทยนำโดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ไปศึกษาดูงานนโยบายยาเสพติดของสหราชอาณาจักร ณ กรุงลอนดอน มีการเข้าพบสมาชิกสภา นักวิชาการ ผู้บังคับใช้กฎหมาย สถานบำบัดรักษาผู้ติดยา และองค์กรภาคประชาสังคม

ทำให้เห็นภาพรวมการดำเนินนโยบายยาเสพติดจากภาคส่วนต่างๆ ที่มีนัยสอดคล้องกันว่า ควรต้องปรับปรุงนโยบายให้ตอบสนองสภาพปัญหาปัจจุบัน อ้างอิงการใช้หลักฐานที่พิสูจน์ได้และให้ความสำคัญกับการลดอันตรายจากยาเสพติด (Harm Reduction)

รวมทั้งลดช่องว่างและข้อแตกต่างระหว่างกฎหมายแต่ละฉบับให้การดำเนินนโยบายสอดคล้องกันมากขึ้น อาทิ Misuse of Drugs Act ค.ศ. 1971 กำหนดให้การครอบครองยาเสพติดเป็นความผิด ในขณะที่ New Psychoactive Substances (NPS) Act ค.ศ. 2016 ระบุว่า การครอบครอง NPS เพื่อเสพ ไม่เป็นความผิด

การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสหราชอาณาจักรปัจจุบันมีกฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้อง และมีบางส่วนที่คาบเกี่ยวกัน ได้แก่ Misuse of Drugs Act, Medicine Legislation และ NPS Act โดยจำนวนผู้กระทำความผิดในคดียาเสพติดมีแนวโน้มลดลงในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา

ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุจากการใช้ยุทธศาสตร์ยาเสพติดฉบับแรกเมื่อปี 2010 ทั้งนี้ คดีที่มีผู้กระทำความผิดมากที่สุด คือการครอบครองกัญชา รองลงมาคือการครอบครองยาเสพติดประเภทอื่น (นอกจากกัญชา) ส่วนจำนวนการเสียชีวิตจากยาเสพติดมากที่สุด คือจากเฮโรอีนและมอร์ฟีน

หากมีผู้ถูกจับกุมในกรณีครอบครองยาเสพติด ตำรวจสหราชอาณาจักรสามารถใช้ดุลพินิจในการดำเนินการ 3 แบบ ได้แก่ 1) No Action 2) Simple Caution ส่วนใหญ่ใช้กับผู้ถูกจับกุมที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และ 3) Conditional Caution อาทิ การมีเงื่อนไขให้เข้ารับการบำบัดรักษา การพบเจ้าหน้าที่ที่ให้คำปรึกษาแก่ผู้ติดยาเสพติด หรือการให้พบองค์กรภาคประชาสังคมด้านยาเสพติด

ทั้ง 3 แบบ ผู้ถูกจับกุมจะไม่ถูก ส่งฟ้องศาล แต่จะได้รับการบันทึกไว้เป็นข้อมูล และหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดจะถูกดำเนินคดีต่อไป

อย่างไรก็ดี ประเภทยาเสพติดที่จะไม่ใช้กับการดำเนินการในรูปแบบข้างต้น ได้แก่ การจับกุมกรณีครอบครองเฮโรอีนและโคเคน

การปรับปรุงกฎหมายและนโยบาย ยาเสพติดของสหราชอาณาจักรยังค่อนข้างเป็นอนุรักษนิยม เมื่อเทียบกับการดำเนินการที่เสรีกว่าของบางประเทศในยุโรป อาทิ โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์ แต่ก็มีแนวปฏิบัติบางประการที่น่าสนใจ อาทิ ข้อริเริ่มของตำรวจท้องถิ่นเมือง Durham ใช้แนวทางโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้กระทำความผิดในคดีต่างๆ ที่ชื่อว่าโครงการ "Checkpoint" และข้อริเริ่มภาคประชาสังคมในการให้บริการตรวจสารเสพติดในงานเทศกาลดนตรี ซึ่งช่วยลดอันตรายจากยาเสพติดได้อีกทางหนึ่ง

วัตถุประสงค์การใช้แนวทาง Checkpoint เพื่อช่วยเบี่ยงเบนเส้นทางสู่การกระทำผิด (Diversionary Approach) รวมถึงคดียาเสพติด โดยไม่ต้องส่งผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการศาล แต่ใช้วิธีการบำบัด โดยชุมชน

ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดต้อง ทำสัญญาระยะเวลา 4 เดือนกับตำรวจ Durham หากไม่กระทำผิดซ้ำและทำตามขั้นตอนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ตกลงกัน อาทิ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ทำงานเพื่อสังคม 18-36 ชั่วโมง ก็จะพ้นความผิดอาญาและไม่ต้องถูกดำเนินคดี ในชั้นศาล

วิธีนี้จะทำให้ผู้กระทำผิดหลายคนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และกลายเป็นผู้นำทาง (Navigators) ที่ช่วยให้คำปรึกษาแก่ผู้กระทำผิดรายอื่นได้อีกด้วย

สหราชอาณาจักรมีคณะกรรมการแนะแนวคำพิพากษา หรือ Sentencing Council เพื่อจัดทำข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการช่วยให้ผู้พิพากษามีความเข้าใจรายละเอียดการกระทำผิดเรื่องระดับความรุนแรง (Harm) ของ ผู้กระทำความผิด

อาทิ ปริมาณ น้ำหนัก และความบริสุทธิ์ของยาเสพติด ความเป็นผู้ร่วมกระทำผิดตามวัตถุประสงค์ (Culpability)เช่น มียาเสพติดเสพเองหรือเพื่อจำหน่าย ซึ่งช่วยให้การตัดสินบทลงโทษมีสัดส่วนพอดีกับความผิด (Proportionality) รวมทั้งช่วยให้อัยการและทนายฝ่ายจำเลยมีเกณฑ์มาตรฐานในการศึกษาคดี

การสร้างความเข้าใจให้แก่ ผู้พิพากษาเกี่ยวกับ Sentencing Guidelines นี้ ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงจะได้รับการยอมรับในวงกว้าง การพิจารณาจัดทำ Sentencing Guidelines สำหรับประเทศไทยในอนาคตก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการพิจารณาคดียาเสพติดที่คำนึงถึงสัดส่วนการกระทำความผิดด้วย

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งท้าทายในการปรับนโยบายยาเสพติดของสหราชอาณาจักร อาทิ การดำเนินการภาคประชาสังคมที่ให้บริการตรวจสอบยาเสพติด หรือเปิดห้องเสพยาที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ห้ามโดยเด็ดขาด เปรียบเสมือนให้มีการ นำร่องไปก่อน และค่อยประเมินว่า ผลเป็นอย่างไร

ปัจจุบันประชาคมโลกได้เริ่มหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนมุมมองให้ผู้เสพยาเป็นผู้ป่วยแทนผู้กระทำผิด หรือการใช้แนวทางสาธารณสุขนำ ซึ่งต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยนทัศนคติ และประเทศไทยที่จะปฏิรูปนโยบายด้านยาเสพติดต่อไปในอนาคต

การเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการปฏิรูป น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการในเรื่องนี้ของไทย แต่จะต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจและการยอมรับในสังคมไทยเป็นลำดับแรก

การเปิดโอกาสและมุมมองใหม่ ให้แก่ผู้กระทำผิดในคดียาเสพติด และการมีกระบวนการที่จะช่วยให้การพิพากษามีความละเอียดและสมดุลยิ่งขึ้นดังกล่าว นับว่าสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม และการให้ความเป็นธรรม อย่างแท้จริง n

หมายเหตุ : ผู้เขียนบทความ เป็นผู้เข้าร่วมหลักสูตรนิติธรรมกับการพัฒนา สถาบันเพื่อการยุติธรรม แห่งประเทศไทย (TIJ)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท