
ททท.ปรับลดเป้าท่องเที่ยว
หลังเจอปัญหาเพียบไม่โตแน่8% ปีหน้าใจแข็งหวังต่างชาติ15.5ล
.โพสต์ทูเดย์
— บอร์ด ททท.ปรับแผนวิสาหกิจ 4 ปี ลดเป้ารายได้นักท่องเที่ยว หลังเจอปัจจัยลบเพียบนายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารหรือบอร์ดได้เห็นชอบให้ ททท.ปรับประมาณการตัวเลขรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวตามแผนวิสาหกิจ ททท. ปี 25512554 ลดลง เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์ความจริง จากเดิมตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ยปีละ 8% แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะปรับลดลงเท่าใด ทั้งนี้เพราะในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา อุตฯ ท่องเที่ยวของไทยโตเฉลี่ยไม่ถึง 7% เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง สภาวะเศรษฐกิจ ฯลฯ
สำหรับงบประมาณในปี ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว
“แผนวิสาหกิจททท. ซึ่งเป็นเป้าหมายภาพรวมขนาดใหญ่ ต้องปรับลดรายได้ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาระยะวันพักให้เหมาะสมกับความจริง เพราะแผนททท.ช่วงนี้เข้าสู่ภาวะการพลิกฟื้นกลยุทธ์การตลาดโดยจะใช้โครงสร้างราคาเป็นจุดขาย แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะปรับลดลงเท่าใด” นายสุรพล กล่าวอย่างไรก็ตาม การปรับเป้าการเติบโตดังกล่าว ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อนปรับลด ซึ่งททท.ได้ติดตามเหตุการณ์ลอบวางระเบิดรายวัน ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบที่ชัดเจนมากนัก นักท่องเที่ยวยังเดินทางเข้าประเทศไทยตามปกติ โดยระหว่างเดือนม.ค. ส.ค. นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ราว 10 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13%
สหรสห
สกleswiy2554 ททท.ได้รับทั้งสิ้น 5,243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% แบ่งเป็นการใช้งบด้านกิจกรรมการจัดทำโครงการ 3,425 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% แบ่งเป็นงบส่งเสริมการตลาดต่างประเทศ จำนวน 2,929 ล้านบาท โดย ททท.เตรียมแคมเปญ
“อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ ออลเวย์ อะเมซ ยู” ตอกย้ำแบรนด์ประเทศไทยเป็นเมืองน่าท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเที่ยวไทยปีหน้าให้ได้ 15.5 ล้านคนขณะที่แผนส่งเสริมตลาดในประเทศ จะได้งบจำนวน 1,373 ล้านบาท โดยต้นปีหน้าเตรียมเปิดตัวแคมเปญ
“เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน” เพื่อกระตุ้นอารมณ์ให้คนไทยมีความต้องการเดินทางท่องเที่ยวทั้งนี้แคมเปญดังกล่าว เน้นสร้างแนวคิดให้กับคนไทยใน 5 แนวทางได้แก่ สำนึกเดินทางท่องเที่ยวด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม 2สร้างสรรค์ในการเดินทางท่องเที่ยว 3 ด้วยกัน สร้างสายสัมพันธ์ความสามัคคีผ่านการเดินทางท่องเที่ยว 4 เข้าใจ สร้างการเดินทางพร้อมเกิดการเรียนรู้ และ 5 ด้วยหัวใจ การเดินทางท่องเที่ยวที่ปรารถนาดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยในปีหน้าคาดว่าคนไทยจะเดินทางท่องเที่ยวราว 91 ล้านคน/ครั้ง นอกจากนี้ยังเตรียมงบสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ จำนวน 940 ล้านบาท และงบดำเนินการบริหารองค์กร จำนวน 1,818 ล้านบาท โดยในปีหน้าเตรียมเปิดสำนักงานใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ จาร์กาต้า กวางโจวนายสุรพล กล่าวว่า บอร์ดได้อนุมัติแต่งตั้งพนักงานระดับ ซี 9 จำนวน 7 ตำแหน่ง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่เกษียณอายุการทำงาน และตำแหน่งที่ขึ้นเป็นระดับรองผู้ว่าการ ได้แก่ 1 นางจิระภรณ์ เวทยโยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและงบประมาณ ด้านบริหาร เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ด้านบริหาร 2 นางจำนงค์ จุณณะปิยะ ผู้อำนวยการภูมิภาคตะวันออก ด้านตลาดในประเทศ เป็นผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ 3 นายชนะ ชัยชนะโยธินวัชร ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ด้านบริหาร เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและงบประมาณ ด้านบริหาร 4 นายสุภกิตติ์ พลจันทร ผู้อำนวยการกองตลาดตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผู้อำนวยการภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านตลาดในประเทศ 5 นายมานิตย์ บุญฉิม ผู้อำนวยการกองกลยุทธ์การตลาด ฝ่ายวางแผน เป็นผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา 6 นายศิลาชัย สุหร่าย ผู้อำนวยการกลุ่มงานตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลางและอเมริกา ด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา เป็นผู้อำนวยการภูมิภาคตะวันออก ด้านตลาดในประเทศ 7 นางสมรัก คำพุทธ ผู้อำนวยการกองงบประมาณ ฝ่ายบัญชีและงบประมาณ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทั่วไป ด้านบริหาร และ 8 นายสมชาย ชมพูน้อย ผู้อำนวยการกองสร้างสรรค์กิจกรรม ฝ่ายกิจกรรม เป็นผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง ด้านตลาดในประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. นี้
น.ส.เพ็ญสุดา ไพรอร่าม รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (ทีพีซี) ในฐานะผู้บริหารโครงการบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด ว่า บอร์ดได้ผ่านความเห็นชอบให้ทีพีซีศึกษา 2 แนวทาง ได้แก่ 1 การควบรวม ททท. และ 2.การเปิดบริษัท ทีพีซี ต่อ เพื่อรองรับการบริหารจัดการทีพีซีต่อ กรณีไม่มีเอกชนรายใดสนใจมาประมูล
ทั้งนี้ ฝ่ายการลงทุนของ ททท.เตรียมทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสอบถามเรื่องข้อกฎหมายเรื่องการโอนย้ายบริษัท ซึ่งเป็นนิติบุคคลมาสังกัดในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อย่าง ททท.สามารถดำเนินการได้หรือไม่ หากติดข้อกฎหมายอาจต้องปิดบริษัท ก่อนการโอนย้ายมาสังกัดภายใต้ด้านสินค้าและธุรกิจการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ได้กำหนดโครงสร้างอัตราบุคลากรให้เหมาะสมกับการบริหารจัดการ โดยพิจารณาจากโครงสร้างธุรกิจ การดำเนินงาน ซึ่งบางส่วนสามารถใช้ร่วมกับ ททท.ได้ เช่น ฝ่ายการตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งททท.มีการดำเนินงานด้านภาพลักษณ์ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับแนวทางที่ 2 ได้ศึกษา กรณีที่บริษัทเปิดกิจการต่อ โดยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงานครั้งใหญ่
“
หากทีพีซีมาอยู่กับททท. ต้องสามารถหารายได้หล่อเลี้ยงตัวเองได้ และส่วนหนึ่งรัฐบาลต้องสนับสนุนเรื่องงบประมาณบริหารจัดการ” น.ส. เพ็ญสุดา กล่าวอย่างไรก็ตามการศึกษา 2 แนวทาง ต้องรอภายหลังการเปิดประมูลร่างทีโออาร์ ทีพีซีให้แล้วเสร็จตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติก่อนดำเนินงานขั้นต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดประมูลได้ตามกำหนดเวลา เนื่องจากไม่มีความชัดเจนเรื่องการขอวีซ่า ทำให้บริษัทเคทีบี ไม่สามารถประเมินมูลค่าและตั้งราคาทีพีซีได้
สำหรับผลประกอบการทีพีซี ระหว่างเดือนม.ค. มิ.ย. ที่ผ่านมา มีค่าใช้จ่ายราว 52 ล้านบาท และมีกำไรทางบัญชี 2 ล้านบาท และมีเงินสดหมุนเวียน 196 ล้านบาท จากการประเมินสถานการณ์งบประมาณดังกล่าว ทำให้บริษัทบริหารจัดการ และอยู่ต่อไปโดยไม่มีรายได้ จนถึงเดือนก.พ. ปี 2555 ซึ่งต้องควบคุมค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 10 ล้านบาท/เดือน







