posttoday
สมาคมการค้ากับการเตรียมความพร้อมรับการเปิดการค้าเสรี (ตอนที่ 6)

สมาคมการค้ากับการเตรียมความพร้อมรับการเปิดการค้าเสรี (ตอนที่ 6)

30 กันยายน 2553

 

 

....นคร สังขรัตน์ ([email protected]) NIDA Business School

จากกระแสการเปิดเจรจาการค้าเสรี เมื่อรวมกับกระแส Globalization จะเป็นการสร้าง Network ทางการค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดทางเศรษฐกิจของโลก ดังนั้นเราต้องห้ามหยุดนิ่ง เมื่อโลกเปิดเสรีเราจะมีวิธีการปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีทางการค้าอย่างไร

วันนี้ ผมมีคำตอบจากเนื้อหาที่ผมรวบรวมจากปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ผลกระทบและโอกาสของการเปิดการค้าเสรี (FTA) ต่อภาคธุรกิจไทย” โดยศาสตราภิชาน ดร.ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2553 ณ ห้องประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ศาสตราภิชาน ดร.ทนง พิทยะ ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่ต้องเปิดเจรจาการค้าเสรี ว่า มาจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Competitive Advantage คือ แต่ละประเทศมีระบบเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกัน หากเปิดประเทศระหว่างกันจะทำให้เกิดประสิทธิภาพการค้าระหว่างกัน ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งคู่ดีขึ้น

แต่มีสิ่งที่ส่งผลกระทบทั้งในประเทศที่รวยกว่าหรือจนกว่า คือ ทำให้บางธุรกิจต้องเลิกไป ซึ่งเป็นจุดที่เริ่มคิดว่าธุรกิจที่แย่ลงเหล่านั้นจะทำอย่างไร และเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า เราจะต้องมาดูกลุ่มที่มีประสิทธิภาพว่าจะปรับเปลี่ยนเข้าไปสู่ Competitive Advantage ได้อย่างไร

ตอนนี้ AFTA ซึ่งเป็นการรวมกันจากประเทศที่ไม่ยิ่งใหญ่นัก ระดับการพัฒนาต่ำ เราจึงจำเป็นต้องใช้ประเทศอื่นเพื่อเข้ามาร่วมกับเรา คือ ASEAN บวก 3 และ ASEAN บวก 6 ถ้าประสบความสำเร็จจะเรียกได้ว่าเป็นมหาอำนาจโลก เนื่องจากสินค้าที่ผลิตขึ้นจากแหล่งนี้เป็นสินค้าจำเป็นและเป็นที่ต้องการ โดยในอนาคตอินโดนีเซียกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจใหญ่ มีทรัพยากรมาก และการเมืองเริ่มนิ่งมากขึ้น

ส่วนลาวและเวียดนามก็ใช้โมเดลของจีนในการพัฒนา ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยการเสียสละ Efficiency และ Stability เพื่อ Feasibility ที่สูงกว่า ประเทศไทยใช้การ Balance กันระหว่าง New Trade และ Existing Trade ซึ่งในอนาคตจะเจรจาต่อรองอย่างไรให้เกิดผลประโยชน์

ประเทศไทยใช้การขายทรัพยากรเพื่อการพัฒนา หรือที่เรียกว่า Factor Driven Economy ต่อมาเราต้องการให้เกิดการลงทุนเพื่อพัฒนา คือ การ Investment Driven Economy เท่านั้น แต่เราพึ่งเทคโนโลยีและความรู้จากต่างชาติมาตลอด ไม่สามารถสร้างให้ตนเองเป็น Innovation Driven Economy ได้ เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีทักษะสูง และการลงทุนในด้านทรัพยากรมนุษย์

เราต้องคิดถึงในระดับอาเซียนทั้งหมด ทำอย่างไรที่เราจะเปิดเป็นการผลิตของสำหรับทั้งอาเซียนได้ เพื่อให้เราสามารถ Dominate อาเซียนได้ และเราจะรักษาการคงอยู่อุตสาหกรรมใหญ่ของเราอย่างไร เราต้องเป็นส่วนการผลิตแบบ Intermediate Products เพราะเราจะใช้ Input เหมือนๆ กันหมด เราจะต้องสร้าง Competitive Advantage ของเราขึ้นมาให้ได้และเติบโต

สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของประเทศเรา คือ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อมองจากห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) จะเห็นได้ว่าเราเป็นเพียง FOB เท่านั้น ยังไม่สามารถพัฒนาไปจนถึง Outbound Retailer เพื่อส่งต่อไปยัง End User ได้

จุดอ่อนอีกอย่าง คือ ประเทศเรามีงบในการวิจัยและพัฒนาในสัดส่วนที่น้อยมาก เราต้องพัฒนาและใส่ใจส่วนนี้ให้มากขึ้น

การค้าและการลงทุนเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แหล่งโรงงานของอาเซียนควรอยู่ที่ไหน เพราะเราเป็นเขตเศรษฐกิจอาเซียน เราต้องรู้ว่าต้องไปลงทุนที่ไหน เราต้องทราบ Positioning ของแต่ละ FTA ว่าคืออะไร เพื่อการเป็น Free Trade, Fair Trade และเราจะทำอย่างไรเพื่อใช้ AFTA ไปสู่ Gateway ใหม่ๆ และการเตรียมความพร้อมของตนเองในแต่ละ FTA เป็นอย่างไร อย่างไหนควรเร่งรีบทำ อย่างไหนควรชะลอตัวก่อนเพื่อป้องกันสินค้าของเรา

ดังนั้น สิ่งที่เรายังเสียเปรียบอยู่ คือ เรื่องโครงสร้างภาษีของประเทศซึ่งจะเป็นอุปสรรคทางการค้าของเรา เพราะจะสู้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียไม่ได้ ระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังไม่ดีพอ ทำให้เราเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเกิด FTA จะเห็นข้อเปรียบเทียบความแตกต่างมาก

Investment Driven Platform เป็น Flow ในรูปแบบเก่าที่เน้นให้ความสำคัญเฉพาะการลงทุน แต่ในโลกปัจจุบันต้องใช้ Value Create Platform เป็นการสร้างคุณค่าให้กับสินค้าและบริการ สร้าง Innovation ใหม่ๆ ขึ้นมา มีคำถามเกิดขึ้นว่า ทำไมเราถึงยังล้าหลังทางด้านการแข่งขัน สิ่งที่ตอบคำถาม คือ เรายังไม่สามารถสร้าง Cluster ได้ หมายถึงการรวมตัวของภาครัฐ นักวิชาการ และผู้ประกอบการ ไม่มีการลงทุนใน R&D ที่มากพอ

สิ่งที่เราต้องการ คือ การสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่อง R&D ต้องการผู้ประกอบการที่พร้อมที่จะพัฒนา และการสร้างเทคโนโลยีใหม่ เพื่อที่จะสามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้ มีบางปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การทำงานที่แตกแยกกันแต่ละกระทรวง ซึ่งมีนโยบายการบริหารที่แตกต่างกัน

ภาคเกษตรในปัจจุบันการผลิตเน้นทางด้านปริมาณ มี Productivity ต่ำ ต้องพยายามสร้างความเป็น Modern Trade มองในภาพกว้าง พัฒนาในสิ่งที่เราเก่งกว่าหรือเหนือกว่าคนอื่น พร้อมทั้งการปรับตัวที่รวดเร็ว และสุดท้ายต้องมีความเป็นชาตินิยมที่ทำให้ประเทศชาติก้าวหน้า

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน