posttoday
ทรัมป์เยือนเอเชีย

ทรัมป์เยือนเอเชีย

07 พฤศจิกายน 2560

อรุณ จิรชวาลาประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กำลังอยู่ในระหว่างการเยือน 5 ประเทศในเอเชียตะวันออกเป็นเวลา 12 วัน ซึ่งเป็นการมาเอเชียเป็นครั้งแรกของเขาและเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดในรอบ 25 ปีของผู้นำสหรัฐ

อรุณ จิรชวาลา

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กำลังอยู่ในระหว่างการเยือน 5 ประเทศในเอเชียตะวันออกเป็นเวลา 12 วัน ซึ่งเป็นการมาเอเชียเป็นครั้งแรกของเขาและเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดในรอบ 25 ปีของผู้นำสหรัฐ

ที่จริงเขาอยู่ในเอเชียไม่ครบ 12 วัน ถ้าจะให้ครบต้องนับอีก 2 วันที่เขาแวะที่ฮาวาย เพื่อวางหรีดที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ด้วย

5 ประเทศที่ทรัมป์แวะเยือนตามลำดับมีดังนี้ ญี่ปุ่น 2 วัน เกาหลีใต้ 1 วัน จีน 3 วัน เวียดนาม 1 วัน และฟิลิปปินส์ 3 วัน

ที่เวียดนามทรัมป์จะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำทางเศรษฐกิจของเอเปก ส่วนที่ฟิลิปปินส์เขาจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนและประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ทำให้การเดินทางมาครั้งนี้ของเขาบรรลุวัตถุประสงค์หลายเรื่องพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ ดังนี้

หนึ่ง ทางด้านเนื้อหาซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก ผมกลับคิดว่าชัดเจนอยู่แล้ว คือเรื่องเกาหลีเหนือเป็นหลัก โดยเป็นที่เข้าใจกันว่าทรัมป์ต้องการสร้างเอกภาพในหมู่ประเทศที่มีความสัมพันธ์ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือให้มีปฏิกิริยาต่อการยิงจรวดและการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป็นการกดดันเกาหลีเหนือให้ลดความบ้าระห่ำลง

นอกจากนี้ ก็มีประเด็นเรื่องการเจรจาทางการค้า ซึ่งทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างเกินดุลการค้ากับสหรัฐ ในปริมาณมากด้วยกันทั้งสิ้น

สอง ผมคิดว่าที่สำคัญมากกว่าสำหรับทรัมป์ คือ การหยั่งท่าทีของผู้นำแต่ละประเทศที่เขาไปเยือน ในกรณีนี้ ญี่ปุ่นอาจถือเป็นเรื่องง่ายที่สุด คือผู้นำและรัฐบาลมีแนวนโยบายต่างประเทศที่สอดคล้องกับของสหรัฐอยู่แล้ว จะมีปัญหาอยู่บ้างก็เรื่องการค้า แต่เป็นเรื่องที่ทรัมป์ไม่จำเป็นต้องเน้นมากนักในขณะนี้

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่น่าสนใจ แม้ทรัมป์จะอยู่เพียงวันเดียว แต่ก็มีนักวิเคราะห์บางคนที่ยกให้เป็นไฮไลต์ของการเดินทางเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกาหลีใต้มีประธานาธิบดีคนใหม่ ที่ผ่านมาพยายามแสดงความเป็นตัวของตัวเองในส่วนที่เกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ซึ่งบางครั้งไปคนละทางกับสหรัฐ เช่น เคยประกาศว่าอยากตั้งโต๊ะเจรจากับเกาหลีเหนือ และล่าสุดประกาศว่าหากสหรัฐจะใช้ความรุนแรง ก็ควรขอความเห็นชอบจากเกาหลีใต้ก่อน เพราะจะเป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง กล่าวคือหากเกิดสงครามก็จะเป็นคนเกาหลีที่ล้มตายเป็นส่วนใหญ่ ทหารสหรัฐหรือคนชาติอื่นคงเป็นส่วนน้อย

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เป็นคนที่นักวิเคราะห์คิดว่าทรัมป์อยากดึงเข้ามาอยู่ในแถวมากที่สุดสำหรับการเดินทางมาเอเชียครั้งนี้

ผู้นำอีกคนที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดและทรัมป์คงต้องการหยั่ง ท่าทีมากเป็นพิเศษ คือ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิงของจีน ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นผู้นำประเทศต่อเป็นสมัยที่ 2 โดยมีทั้งอำนาจและบารมีสูงขึ้นมาก ทรัมป์คงอยากทราบว่าลึกลงไปสีจิ้นผิงพร้อมจะปกป้องเกาหลีเหนือมากน้อยเพียงใด เพราะด้านหนึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสีจิ้นผิงไม่ชอบผู้นำเกาหลีเหนือคนปัจจุบันเป็นการส่วนตัวมากนักและเคยให้ที่ พักพิง รวมทั้งให้การสนับสนุนพี่ชายต่างมารดาที่ถูกลอบสังหารไปแล้วของผู้นำเกาหลีเหนือด้วย

แต่อีกด้านหนึ่ง จีนก็ต้องการรักษาภาพลักษณ์ความเข้มแข็งของตนเองในการให้ความคุ้มครองประเทศเพื่อนบ้านที่ถือว่าอยู่ในอาณัติ รวมทั้งไม่ต้องการให้สหรัฐเคลื่อนกำลังเข้ามาใกล้ชายแดนจีนมากเกินไป โดยการรุกรานเกาหลีเหนือก่อน

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ ทรัมป์จะมีอำนาจต่อรองทางการค้ากับจีนภายใต้การนำของสีจิ้นผิงมากน้อยเพียงใด เพราะในหลายเดือนที่ผ่านมาดูเหมือนจีนจะไม่กังวลกับเรื่องค่าเงินมากนัก จึงยอมปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นประมาณ 5% เมื่อเปรียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

สำหรับเวียดนามการที่สหรัฐถอนตัวจากทีพีพีน่าจะมีผลกระทบต่อเวียดนามไม่มากก็น้อย เพื่อเป็นการรักษาความสัมพันธ์ ทรัมป์อาจต้องพยายามปลอบใจผู้นำเวียดนามว่าจะให้ผลประโยชน์อย่างอื่นเป็นการตอบแทน สำหรับการรักษาเวียดนามให้เป็นพันธมิตรในระยะยาวไม่น่าจะเป็น เรื่องยาก เพราะคล้ายญี่ปุ่น เวียดนามมีความระแวงจีนเป็นพื้นฐาน

ในกรณีของฟิลิปปินส์ภารกิจหลักของทรัมป์น่าจะเป็นการสร้างมิตรภาพกับประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา และ ได้หันหน้าไปจับไม้จับมือกับจีนแทนสหรัฐ ทั้งๆ ที่ฟิลิปปินส์ยังมีข้อพิพาทกับจีนในเรื่องหมู่เกาะในทะเลจีนใต้

หลังจากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐก็ดีขึ้น แต่จะสามารถกลับไปแน่นแฟ้นได้เพียงใดเป็นเรื่องที่ทรัมป์จะต้องหยั่งท่าทีและ จะต้องเป็นฝ่ายพยายาม

สาม เกาหลีเหนือหนีไม่พ้นที่จะรู้สึกว่าการมาเยือนเอเชียของทรัมป์เป็นการท้าทายและข่มขวัญเกาหลีเหนือโดยตรง จึงดิ้นรนเพื่อตอบโต้ ด้วยการขู่ว่าจะทดลองระเบิดนิวเคลียร์ในอากาศบ้าง จะถล่มเกาะญี่ปุ่นให้จมลงใต้มหาสมุทรบ้าง

แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าตลาดทุนโลกไม่ได้ตื่นเต้นกับคำขู่ของเกาหลีเหนือ หรือถ้าจะพูดให้ชัดขึ้นต้องบอกว่าตลาดทุนโลกเลิกตื่นเต้นเรื่องเกาหลีเหนือมาหลายเดือนแล้ว จึงยังเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ในหลายเดือนที่ผ่านมา นอกจากความพยายามปั่นราคาทองคำจะไม่สัมฤทธิผลแล้ว ในตลาดหุ้นดัชนีดาวโจนส์ได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่ดัชนีนิกเกอิก็ทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี ไม่มีสัญญาณของความกังวลเกี่ยวกับเรื่องเกาหลีเหนือแต่ประการใด

ตั้งแต่ทรัมป์กับทูตเกาหลีเหนือปะทะคารมกันอย่างดุเดือดที่สหประชาชาติเมื่อหลายเดือนก่อน และสหรัฐถือโอกาสใช้คำขู่ของเกาหลีเหนือเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนย้ายกำลังเข้าไปประชิด ตลาดก็ดูเหมือนจะเกิดความเชื่อมั่นว่าสหรัฐ จะควบคุมสถานการณ์อยู่ ขีปนาวุธ และระเบิดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือไม่น่าจะระคายผิวของทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกาหลีใต้ได้

ดูเหมือนเกาหลีเหนือเองก็จะ รู้ตัวว่ายังไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อกร กับสหรัฐ จึงสงบนิ่งลงไปมาก จนกระทั่งเกิดกระแสเกี่ยวกับการมา เอเชียของทรัมป์ว่ามาเพื่อสยบเกาหลีเหนือโดยเฉพาะ จึงได้ออกมาตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่ตลาด ก็หาได้ให้ราคาคำขู่เหล่านี้ไม่

ข้อสุดท้าย จะสังเกตเห็นว่า ในการเดินทางมาเยือนเอเชียของ ทรัมป์ครั้งนี้ เขาไม่ได้พิจารณายืดเส้นทางเพื่อมาแวะเยี่ยมประเทศไทย ของเราด้วย ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ เขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นแล้ว เพราะนายกรัฐมนตรีของเราก็เพิ่งไปเยือนทำเนียบขาวมา ท่าทีต่างๆ ของเราเขาก็รู้แล้ว อำนาจต่อรองที่เขามีกับเรา ก็มากพออยู่แล้ว

อีกส่วนหนึ่งเราอาจต้องยอมรับ กับตัวเราเองว่าเราไม่มีความสำคัญ กับเขามากนัก n

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ