posttoday
ไทยยังเมาค้างหนี้ครัวเรือน

ไทยยังเมาค้างหนี้ครัวเรือน

07 พฤศจิกายน 2560

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ เอฟที คอนฟิเดนเชียล รีเสิร์ช(เอฟทีซีอาร์) ทีมวิจัยของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ลงบทความแสดงทัศนะเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในนิตยสาร นิกเกอิ เอเชียน รีวิว โดยระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยยังมีแนวโน้มเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เอฟที คอนฟิเดนเชียล รีเสิร์ช(เอฟทีซีอาร์) ทีมวิจัยของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ลงบทความแสดงทัศนะเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในนิตยสาร นิกเกอิ เอเชียน รีวิว โดยระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยยังมีแนวโน้มเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

บทความระบุว่า แม้หนี้ครัวเรือนไทยปรับตัวลดลงติดต่อกัน 6 ไตรมาส แต่สัดส่วนดังกล่าวยังอยู่ที่ 81.2% ของขนาดจีพีดี ณ สิ้นปี 2015 สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากมาเลเซีย ซึ่งมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ 88.4% ของจีดีพี โดยเอฟทีซีอาร์คาดการณ์ว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากคนไทยจำนวนมากยังคงกู้ยืมเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อทดแทนรายได้ที่แทบไม่ปรับตัวขึ้น

ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชน ไม่ขยายตัวขึ้นเท่าที่ควร และกัดกร่อนเศรษฐกิจไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนได้จากตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัวลงจาก 55.8% ของจีดีพีเมื่อปี 2006 มาอยู่ที่ 50.7% ในปี 2016 และล่าสุดในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ การบริโภคก็ปรับตัวขึ้นได้เพียง 3% เมื่อเทียบรายปี หรือขยายตัวต่ำกว่าจีดีพีในภาพรวมที่โต 3.7%

นิกเกอิเปิดเผยว่า ต้นตอที่ทำให้หนี้ครัวเรือนไทยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดก่อน เช่น โครงการรถคันแรก ซึ่งไม่เพียงส่งผลให้แนวโน้มตลาดรถยนต์ไทยผิดเพี้ยนไป โดยทำให้ยอดขายรถพุ่งขึ้นอย่างมากช่วงปี 2012-2013 แล้วร่วงช่วงปี 2014-2016 แต่ยังทำให้สัดส่วนสินเชื่อรถยนต์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากโครงการรถคันแรกแล้ว นิกเกอิระบุว่า โครงการจำนำข้าวยังเป็นอีกหนึ่งตัวการก่อหนี้ด้วยเช่นกัน

นโยบายประชานิยมดังกล่าวส่งผลให้หนี้เสียและการผิดนัดชำระหนี้ปรับตัวขึ้นอย่างมาก โดยข้อมูลระบุว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์ในไทย พุ่งขึ้นแตะ 2.8% ของสินเชื่อทั้งหมดเมื่อปี 2015 จาก 1.9% ในปี 2012

ปัญหาหนี้สินดังกล่าวทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับกฎเพิ่มการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อหวังลดสัดส่วนหนี้สิน โดยเฉพาะกลุ่มผู้กู้ที่มีรายได้น้อยและมีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำ โดยภายใต้กฎใหม่ดังกล่าว ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/เดือน จะได้รับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ จากเดิมที่สัดส่วนไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ รวมถึงยังลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตเหลือ 18% จากเดิม 20%

นิกเกอิระบุว่า มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนได้ในปี 2018 และจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เนื่องจากจะช่วยกระตุ้นให้ครอบครัวรายได้น้อยและรายได้ปานกลางเก็บออมเงินมากขึ้น อย่างไรก็ดีบทความ ทิ้งท้ายว่า แนวทางลดหนี้ครัวเรือนในระยะยาวอยู่ที่การลดใช้นโยบายประชานิยม โดยหากรัฐบาลชุดต่อไปกลับมาใช้นโยบายดังกล่าวอีก ผู้บริโภคก็จะ หันไปขอสินเชื่อเหมือนในช่วงก่อน หน้านี้ n

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69