
เทคโนโลยีเปลี่ยน เครื่องสำรองไฟฟ้าบ้านจำเป็น
...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
เครื่องสำรองไฟฟ้าเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ตามองค์กรต่างๆ ที่ต้องการปกป้องข้อมูล เพราะความไม่แน่นอนของกระแสไฟฟ้าอาจสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน อาจทำให้เนื้อหาหรือข้อมูลสูญหาย หรือทำให้ชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์เสียหายไปด้วย หากมีสิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น ไฟฟ้าดับ เครื่องสำรองไฟฟ้าจะเผื่อเวลาไว้ให้เราประมาณ 510 นาที เพื่อเซฟข้อมูลและรีบปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทันท่วงที ซึ่งสำนักงานต่างๆ มีการใช้งานอย่างแพร่หลายกันอยู่แล้ว
แน่นอนว่าในอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากการใช้งานสำรองไฟฟ้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ยังรวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น ห้องอัดเสียงและเครื่องเสียงนานาชนิด ที่ต้องการความเสถียรของกำลังไฟฟ้าอย่างยิ่ง เพราะหากกำลังไฟฟ้าที่เข้ามายังเครื่องเสียงมีความผิดเพี้ยนแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้คุณภาพเสียงที่ได้ผิดพลาดได้ หรือในเครื่องจักรขนาดใหญ่บางประเภทที่หากงานหยุดชะงักกะทันหันจะนำมาซึ่งความเสียหายทางธุรกิจมากน้อยเท่าใด
ทีนี้ในมุมมองของตลาดผู้ใช้ทั่วไปตามบ้าน เครื่องสำรองไฟฟ้าดูยังเป็นเครื่องมือที่เกินความจำเป็น แต่หากพิจารณาในเชิงลึกแล้วจะเห็นว่าคอมพิวเตอร์สำหรับงานกราฟฟิกออกแบบ หรือสำหรับคอเกมตัวจริงที่ราคาสูงหลายหมื่นบาท ถ้าต้องเสียหายเพราะกระแสไฟฟ้าตก หรือไฟฟ้ากระชากเท่ากับเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด หรือแม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ทั้งโทรทัศน์ เครื่องเสียง เครื่องเล่นดีวีดีหรือบลูเรย์ ที่ปัจจุบันมีการติดตั้งชิปประมวลผลไว้ด้วยเพื่อช่วยให้การทำงานฉลาดมากขึ้น ส่วนนี้เองคือจุดสำคัญที่มีความละเอียดอ่อน และเสี่ยงต่อการเสียหายได้ง่ายที่สุด
นั่นแสดงว่ามีโอกาสในการเข้าไปทำตลาดได้อีกมาก โดยปัจจุบันสัดส่วนการบริโภคพลังงานไฟฟ้าตามที่อยู่อาศัยคิดเป็นประมาณ 15% ของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ และมีการใช้งานเครื่องสำรองไฟฟ้าน้อยมาก นอกจากนั้น 38% อยู่ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน 18% อยู่ในกลุ่มอาคารต่างๆ และ 2% ในศูนย์ข้อมูลดาตาเซ็นเตอร์และโครงข่าย ส่วน 27% เป็นกลุ่มขนส่งและคมนาคมซึ่งอยู่นอกตลาดเครื่องสำรองไฟฟ้า
โลว ไค ชิน รองประธานธุรกิจไอทีประจำประเทศไทย บริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซีพีซีเอส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กระแสไฟฟ้าปกติอยู่ที่ระดับ 220230 โวลต์ แต่หลายๆ ครั้งที่ไฟกระชากสูงขึ้นกว่ากำลังปกติ หรืออาจจะลดลงต่ำกว่าปกติ ซึ่งคนเราแทบไม่รู้สึกถึงสัญญาณดังกล่าว อย่างดีที่สุดอาจจะเห็นผลแสดงออกมาทางเครื่องใช้ไฟฟ้ามีอาการวูบวาบเท่านั้น แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ได้รับความเสียหายไปแล้ว และส่งผลให้อายุการใช้งานลดลงทันที และสำหรับคอมพิวเตอร์ราคาสูงที่ใช้ในงานกราฟฟิก หรือคอเกมเมอร์ตัวจริง คงไม่มีความสุขแน่นอนถ้าต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ใหม่บ่อยๆ
ส่วนการเลือกซื้อเครื่องสำรองไฟฟ้า ต้องมีการศึกษาเรื่องกำลังไฟฟ้าที่อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเรามีการใช้งานอยู่ให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเสียเงินฟรีๆ ได้ วิธีการง่ายๆ ให้ดูที่ฉลากของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ เช่น คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องประกอบด้วย หน้าจอแอลซีดี ซีพียู เป็นอุปกรณ์หลัก ซึ่งจะมีระบุไว้ว่าอุปกรณ์ทั้งสองมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าจำนวนกี่โวลต์ จากนั้นให้คูณด้วย 1.4 เช่น ถ้าคอมพิวเตอร์ต้องการไฟฟ้า 350x1.4 เท่ากับต้องการพลังไฟฟ้า 490 เอวี ดังนั้นควรเลือกซื้อเครื่องสำรองไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 490 เอวี แต่ต้องไม่ลืมว่าการบริโภคไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์จะเพิ่มสูงขึ้นตามปริมาณงานที่มีการใช้ ถ้าเปิดแอพพลิเคชันมากๆ ใช้งานหนัก พลังไฟฟ้าที่ต้องการก็เพิ่มขึ้นด้วย หรือหากเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสเปกสูงก็ต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงด้วยเช่นกัน
“
ตามปกติเครื่องสำรองไฟฟ้าที่รองรับได้ 550 เอวี ถือว่าเพียงพอสำหรับคอมพิวเตอร์สำนักงาน 1 เครื่อง แต่ถ้าเป็นกลุ่มผู้ใช้เครื่องสเปกสูง อาจต้องเพิ่มเป็น 750 เอวี หรือ 1,000 เอวี หากไฟกระชากหรือไฟตก เครื่องสำรองไฟฟ้าจะทำหน้าที่แปลงและควบคุมให้กำลังไฟฟ้าออกไปตามปกติ แต่ถ้าไฟฟ้าดับ อย่างน้อยก็มีเวลาที่จะเซฟงานแล้วจึงปิดเครื่อง” ไค ชิน กล่าวอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ การเลือกซื้อเครื่องสำรองไฟฟ้าที่ให้พลังไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพ หลายครั้งที่เครื่องระบุว่ารองรับกำลังไฟฟ้า 550 เอวี แต่พอไฟฟ้าดับ เครื่องสำรองไฟฟ้าก็ดับไปพร้อมกันด้วย เพราะกำลังไฟฟ้าไม่ได้รองรับได้มากเท่านั้นจริงๆ เท่ากับเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค ดังนั้นต้องเลือกซื้อที่มีมาตรฐานรองรับ มีการรับประกัน หรือมีตัวแทนจำหน่ายที่ติดต่อได้ชัดเจน
นอกจากนี้ ดังที่กล่าวมาข้างต้น หากเครื่องสำรองไฟฟ้ามีฟีเจอร์ที่มากกว่าเพื่อช่วยในการประหยัดไฟฟ้า เช่น มีส่วนเชื่อมอุปกรณ์หลักสำหรับการสำรองไฟฟ้าและป้องกันไฟฟ้าผิดปกติ เช่น ซีพียู เพราะเป็นแหล่งเก็บข้อมูล และมีส่วนเชื่อมอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับป้องกันไฟฟ้าผิดปกติเท่านั้น แต่ไม่มีการสำรองไฟฟ้า เช่น หน้าจอ รวมถึงเครื่องพิมพ์ ซึ่งหากเครื่องคอมพิวเตอร์หยุดทำงาน เครื่องสำรองไฟฟ้าจะมีระบบตัดไฟสำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง ทำให้หน้าจอและเครื่องพิมพ์ปิดตัวเองไปโดยอัตโนมัติ
“
เครื่องสำรองไฟฟ้าเอพีซีของชไนเดอร์ จะมีช่องต่อสัญญาณข้อมูล เมื่อซีพียูไม่มีการใช้งานระยะเวลาหนึ่ง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในส่วนเชื่อมของอุปกรณ์ต่อพ่วงก็จะหยุดการทำงานไปด้วย อย่างน้อยช่วงพักเที่ยงที่พนักงานไม่อยู่และไม่มีการปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำรองไฟฟ้าจะปิดให้ จากการศึกษาพบว่าช่วยประหยัดพลังงานได้ประมาณ 30% และเมื่อกลับมาใช้งาน อุปกรณ์ต่างๆ ก็จะเปิดขึ้นใช้งานได้ตามปกติ” ไค ชิน กล่าวอีกส่วนหนึ่งคือ การมีหน้าจอแสดงผลที่ชัดเจนของเครื่องสำรองไฟฟ้า คือ สามารถบอกได้ว่าสถานะของเครื่องสำรองไฟฟ้าเป็นอย่างไร มีการใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่เท่าใด หากไฟฟ้าดับจะสำรองไฟได้นานเท่าใด หากไฟฟ้าอยู่ในระดับปกติก็ไม่ต้องผ่านระบบสำรองไฟฟ้าเพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ หากถึงเวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่ก็สามารถนำแบตเตอรี่ใหม่มาเปลี่ยนได้โดยง่ายเพื่อประหยัดงบประมาณ และถ้ามีการเก็บข้อมูลความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าเป็นสถิติ จะยิ่งเป็นการเพิ่มประโยชน์ให้ผู้ใช้ได้อีกมาก
สรุปแล้ว เห็นได้ชัดว่าเครื่องสำรองไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ไม่จำเป็น แต่เป็นสิ่งที่ต้องหันมาให้ความสนใจมากขึ้น







