
เครื่องมือจัดพอร์ตการลงทุนของคนอเมริกัน (จบ)
....สมพงษ์ สว่างวิศาล
มาดูเครื่องมือลงทุนของชาวอเมริกันกันอีกสักตอนครับ โดยเป็นตราสารหรือหลักทรัพย์ที่นิยมและน่าสนใจที่ยังเหลืออีก 9 ประเภทของชนชาวอเมริกัน
nการลงทุนผ่านกองทุนรวม
กองทุนรวมเป็นทางเลือกที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้ง่ายๆ โดยการบริหารกองทุนรวมนั้นส่วนมากมักมุ่งเน้นให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งนี้กองทุนรวมจะรวบรวมเงินจากนักลงทุนเพื่อให้ได้เงินทุนเป็นจำนวนมากเอาไปลงทุนตามนโยบายของกองทุนที่ชี้แจงไว้ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนที่มีความสนใจจะลงทุนผ่านกองทุนรวมควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หากท่านจำเป็นจะต้องมีเงินไว้ในมือเป็นเวลาระยะสั้น และต้องการให้มีผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ก็ให้เลือกลงทุนในกองทุนตลาดเงินจะดีกว่าไปลงทุนในกองทุนหุ้น เพราะเป็นกองทุนรวมที่มีการทำธุรกรรมในตลาดเงินเท่านั้น ส่งผลให้ผลตอบแทนที่ได้รับมีความผันผวนต่ำ แต่คงไว้ซึ่งสภาพคล่องสูงคล้ายบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านต้องการลงทุนระยะยาว ควรจะลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นจะดีกว่า
nการลงทุนในออปชัน
หากคุณเคยชินกับการลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว ก็ยังมีอีกวิธีที่สามารถหากำไร หรือป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นสามัญได้ การลงทุนในตราสารอนุพันธ์อย่างออปชัน ให้โอกาสเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น เช่น หากคาดว่าราคาหุ้นจะขึ้น คุณสามารถซื้อ Call Options (สิทธิในการซื้อหุ้น) ในราคาปัจจุบันที่ต่ำกว่าราคาที่คุณคาดว่าจะสูงขึ้นในอนาคต และเมื่อหุ้นขึ้น คุณก็จะใช้สิทธิทำกำไรจากส่วนต่างของราคา แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าออปชัน ฟิวเจอร์ส หรือตราสารอนุพันธ์ต่างๆ เหล่านี้มีความเสี่ยงมากกว่าหุ้นหรือตราสารที่ไปอ้างอิงมาก
nการลงทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิ
หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน คล้ายกับหุ้นสามัญ เพียงแต่ว่าไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหาร มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ บางทีก็มีการกำหนดให้ได้รับเงินปันผลก่อน และสูงกว่าหุ้นสามัญ ซึ่งรายละเอียดสิทธิที่เหนือกว่าเหล่านี้จะต้องดูในเอกสารของบริษัทนั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง และหุ้นประเภทนี้มีไม่มากนักในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขายกันน้อย หรือภาษาเทคนิคเรียกว่ามีสภาพคล่องต่ำ
nการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์
หากท่านต้องการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเชี่ยวชาญ และมีความเข้าใจในรายละเอียดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องด้านอสังหาริมทรัพย์ และควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่ดิน และพิจารณาเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดก่อนจะซื้อขาย
nการลงทุนใน REITs
REITs ย่อมาจาก (Real Estate Investment Trusts) จัดขึ้นภายใต้ Real Estate Investment Trusts Act of 1960 เพื่อให้นักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โครงการใหญ่ๆ ได้ด้วยเงินน้อยๆ เป็นการลงทุนในลักษณะร่วมหุ้น โดยผู้ถือหุ้นของ REITs จะได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ตามสัดส่วนการถือหุ้นใน REITs ข้อดีก็คือ ผู้ลงทุนสามารถกระจายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ได้หลายแห่ง และมีผู้ชำนาญด้าน Real Estate เป็นผู้จัดการให้ นอกจากนี้ หุ้นของ REITs ยังสามารถจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ เช่น ในสหรัฐมี REITs กว่า 250 บริษัท ส่วนใหญ่ซื้อขายใน NYSE มูลค่ามากกว่า 3,950 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการลงทุนประเภทนี้ในบ้านเรา คงต้องรอกันสักพักสำหรับนักลงทุนไทย
nการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล
ลักษณะโดยทั่วไปของพันธบัตรรัฐบาลก็เหมือนกับพันธบัตรที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐภายในท้องถิ่น แต่มีความต่างกันตรงที่ผู้ออกตราสารจะต่างกัน ถ้าเป็นในส่วนของพันธบัตรรัฐบาล ผู้ออกก็คือรัฐบาลกลางของสหรัฐ โดยส่วนใหญ่ก็จะมีการจำแนกพันธบัตรรัฐบาลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ระยะยาว คือ พันธบัตรระยะยาว 2) ระยะสั้น คือ ตั๋วเงินคลัง และ 3) ระยะกลาง ได้แก่ พันธบัตรระยะกลาง
จะเห็นได้ว่าพันธบัตรมีให้เลือกหลากหลายตามช่วงเวลาที่ต้องการลงทุน และได้รับการยกเว้นภาษีจากรัฐ และภาษีรัฐบาลท้องถิ่น เพราะรัฐบาลสหรัฐต้องการให้นักลงทุนหันมาลงทุนกันมากขึ้นเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการออมเงิน ถึงแม้ผลตอบแทนที่ได้รับอาจจะไม่ดึงดูดใจมากนัก แต่ก็มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ที่ต่ำมาก ทำให้พันธบัตรเป็นตราสารที่ปลอดความผันผวนจากการขึ้นลงของราคาหุ้น
nการลงทุนในตราสารหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น
พันธบัตรท้องถิ่น (Municipal Bonds) เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลที่ดูแลท้องถิ่นนั้นๆ บางทีก็อยู่ในระดับเทศบาลท้องถิ่น โดยอาจต้องการระดมเงินมาพัฒนา หรือปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น การบำรุงรักษาถนน แม้ว่าผลตอบแทนของพันธบัตรของรัฐบาลท้องถิ่นมีแนวโน้มต่ำกว่าหุ้นกู้เอกชน แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ได้เช่นเดียวกัน สำหรับบ้านเรานั้น เราอาจจะได้เห็นพันธบัตร กทม. ออกมาขายในอีกไม่ช้านี้
nการลงทุนใน Unit Investment Trust
Unit Investment Trust (UIT) เป็นเครื่องมือการลงทุนที่เหมือนกองทุนรวมแต่ไม่ต้องมีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้บริหาร การลงทุนของ UIT อาจเป็นหลักทรัพย์ใดๆ ก็ได้ ทั้งพันธบัตร หรือหุ้น ซึ่งผ่านการจัดสรรอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้ UIT จะมีกระบวนการซื้อพันธบัตร หรือหุ้นเข้าพอร์ต ดังนั้นเมื่อผ่านกระบวนการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุนในครั้งแรกและ (Initial Public Offering : IPO) กองทุนจะดำเนินการลงทุนโดยใช้นโยบายซื้อ และถือครองหลักทรัพย์ในพอร์ตลงทุนไปจนครบอายุหลักทรัพย์ที่ลงทุน (โดยเฉพาะตราสารหนี้) ซึ่งจะไม่มีการบริหารในเชิงรุก
หน่วยลงทุนของ UIT มีสภาพคล่อง สามารถซื้อขายผ่านตลาดรอง หรืออาจขายคืนกับบริษัทผู้ออกหน่วยลงทุนซึ่งเขาสามารถนำไปขายต่อผู้ลงทุนอื่นได้ภายใต้เงื่อนไข คือ จำนวนหน่วยลงทุนจะยังคงจำนวนเท่าเดิม เช่นเดียวกับเมื่อเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก ระยะเวลาการดำเนินงานของ UIT มักจะเท่ากับระยะ เวลาของตราสารหรือหลักทรัพย์ที่ลงทุน โดยอาจจะมีการระบุวันที่สามารถยกเลิกกองทุนได้ล่วงหน้าเช่นกัน ทั้งนี้อาจสรุปได้ว่า UIT ถือว่าเป็นเครื่องมือการลงทุนที่สามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในกองทุนรวมโดยไม่มีความเสี่ยงจากการบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนรวมแต่อย่างใด
nการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีการแยกส่วน
ตราสารหนี้ที่มีการระบุอัตราดอกเบี้ยบนหน้าตั๋ว (Coupon) สามารถถูกแยกส่วน (Stripped) ออกเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย (ZeroCoupon Bonds) จำนวนหลายชุด ซึ่งจะประกอบด้วย ส่วนที่เป็นดอกเบี้ย (Coupon) และเงินต้น (Face Value) และจะถูกขายที่ราคาลดจากราคาหน้าตั๋ว (Discount) ซึ่งผู้ถือหน่วยจะต้องรอจนครบกำหนดเวลาถึงจะได้ดอกเบี้ยและเงินต้นคืน การแยกตราสารหนี้ออกเป็น ZeroCoupon นี้ ช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินสามารถปล่อย Credit ได้เร็วขึ้น เนื่องจากไม่ต้องรอลูกค้ารายใหญ่เจ้าเดียว สามารถกระจายให้ลูกค้ารายเล็กได้หลายราย
nสรุป
การมุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์น้อยตัวเช่นหุ้นนั้นได้ผลดีสำหรับนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญสูงเป็นพิเศษ แต่คนส่วนใหญ่มักจะได้ประโยชน์จากการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งการกระจายไม่ได้หมายถึงกระจายไปในสินทรัพย์ทุกชนิด แต่ควรเลือกที่เหมาะกับตัวนักลงทุนแต่ละคนด้วย ถ้าความต้องการเปลี่ยนไป นักลงทุนก็สามารถเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนได้เช่นกัน นักลงทุนจึงควรศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ อยู่เสมอ แม้จะยังไม่ตรงกับความต้องการปัจจุบัน ก็อาจจะมีประโยชน์ได้ในอนาคต







