
‘ทรัมป์’สะดุดดันค้าเอเชีย
ทรัมป์เจองานยากผลักดันแก้สัญญาการค้าใหม่กับเกาหลีใต้ หลังญี่ปุ่นปัดทำข้อตกลงเอฟทีเอ
ทรัมป์เจองานยากผลักดันแก้สัญญาการค้าใหม่กับเกาหลีใต้ หลังญี่ปุ่นปัดทำข้อตกลงเอฟทีเอ
บลูมเบิร์กระบุว่า การแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้อาจเป็นไปได้ยาก แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามผลักดัน การดำเนินการดังกล่าวระหว่างเดินทางเยือนเกาหลีใต้วันที่ 7-8 พ.ย. เพื่อ ลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับเกาหลีใต้ หลังการเจรจาเมื่อเดือน ส.ค.ล้มเหลว
แม้ทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวที่มีผลบังคับมาตั้งแต่ปี 2012 เป็นผลเสียต่อสหรัฐ แต่ทรัมป์ไม่สามารถเพิ่มแรงกดดันเกาหลีใต้ให้แก้ไขข้อตกลง เนื่องจากสหรัฐต้องการให้เกาหลีใต้เป็นพันธมิตรร่วมรับมือกับเกาหลีเหนือ และต้านทานอิทธิพลจากจีน โดย บลูมเบิร์กเสริมว่า การล้มเลิกข้อตกลงการค้าดังกล่าวเป็นผลเสียต่อสหรัฐมากกว่า เนื่องจากเกาหลีใต้มีกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าที่สูงกว่าสหรัฐตามเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ)
ทั้งนี้ ความไม่ราบรื่นในการเจรจาการค้าดังกล่าวกับเกาหลีใต้ เกิดขึ้นหลังทรัมป์ไม่ประสบความสำเร็จในการ ผลักดันข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่น โดย ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นจะไม่ทำข้อตกลงการค้าเสรีระดับทวิภาคี (เอฟทีเอ) กับสหรัฐ
ขณะเดียวกัน รอยเตอร์สรายงานว่า ประธานาธิบดี เจิ่น ได กวาง ของเวียดนาม และ โมเทกิ โทชิมิตสึ รัฐมนตรีเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เตรียมร่วมเปิดการประชุมนอกรอบระหว่างประเทศ 11 ชาติในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เพื่อผลักดันการบรรลุข้อตกลงทีพีพี ระหว่างการประชุมความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) วันที่ 10-11 พ.ย.นี้ โดยสหรัฐได้ถอนตัวจากความตกลงดังกล่าวไปก่อนหน้านี้
ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนมีแนวโน้มตึงเครียดยิ่งขึ้นเช่นกัน หลังรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า ทางการจีนกดดันบริษัทบัตรเครดิตต่างชาติหลายแห่ง ที่รวมถึงบริษัทสัญชาติสหรัฐ ซึ่งต้องการเข้ามาทำธุรกิจในจีน ให้เปิดกิจการร่วมค้ากับบริษัทท้องถิ่น ถึงแม้ว่าจีนจะรับปากกับสหรัฐเมื่อเดือน พ.ค. ว่าจะอนุญาตให้บริษัทบัตรเครดิตจากสหรัฐเข้ามาดำเนินกิจการในจีนได้ด้วยตนเองก็ตาม
รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนทรัมป์ จะเยือนจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความพยายามบรรลุข้อตกลงลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐซึ่งสูงถึง 3.47 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 11 ล้านล้านบาท)







