
เติมเงินคนจน ดันศก.ฐานราก รับเลือกตั้งใหม่
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินสายตรวจเยี่ยมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่อเนื่องเพื่อเรียกความเชื่อมั่นการทำงานของรัฐบาลจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดได้มาเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง โดยมอบนโยบายสำคัญว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปีให้ทุ่มสรรพกำลังช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 11.67 ล้านคน ให้พ้นจากความยากจนให้ได้
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินสายตรวจเยี่ยมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่อเนื่องเพื่อเรียกความเชื่อมั่นการทำงานของรัฐบาลจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดได้มาเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง โดยมอบนโยบายสำคัญว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปีให้ทุ่มสรรพกำลังช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 11.67 ล้านคน ให้พ้นจากความยากจนให้ได้
สาเหตุที่รองนายกฯ สมคิด พุ่งเป้าช่วยคนจนเต็มสูบนั้น เนื่องจากในส่วนของเศรษฐกิจไทย ภาพรวมถือว่าทำได้ดี โดยเศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.8-3.9% และอาจ มีลุ้นแตะระดับ 4% หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาเพิ่มได้ผลตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่งผลให้เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้เพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง
แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยก็ยังมีปัญหาแก้ไม่ตก คือ เรื่องของการขยายตัวเศรษฐกิจที่ยังกระจุกตัวในบางกลุ่ม ทำให้เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา ประชาชนผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น เพราะรายได้ยังน้อยแต่ค่าครองชีพกลับสูงขึ้น ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหากัดกินใจรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา รวมถึงฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนำประเด็นเศรษฐกิจรากหญ้าไม่ดีทิ่มแทงใจรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนทั้งหมด เริ่มมีการแจกสวัสดิการตั้งแต่เดือน ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา มีทั้งวงเงินซื้อของร้านค้าธงฟ้าคนละ 200-300 บาท วงเงินขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า 500 บาท วงเงินขึ้นรถไฟ 500 บาท วงเงินขึ้นรถ บขส. 500 บาท และค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาท/3 เดือน ซึ่งรวมเป็นวงเงินงบประมาณที่รัฐบาลต้องใช้ 4.1 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็นแค่การบรรเทาความเดือดร้อน ช่วยลดค่าครองชีพเท่านั้น ยังไม่เพียงพอให้ผู้ลงทะเบียนเป็นผู้มีรายได้น้อยไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี ในจำนวนนี้เป็นคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนหรือต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี มีจำนวนมากถึงกว่า 4 ล้านคน ทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเศรษฐกิจฐานราก โดย มุ่งไปที่กลุ่มผู้ลงทะเบียนรายได้น้อยเป็นหลัก เพราะมีข้อมูลชัดเจน ที่จะวิเคราะห์ลงไปแก้ปัญหาให้ถูกคน รวมถึงติดตามประเมินผลได้ง่ายว่ามาตรการที่จะดำเนินการประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว
ทั้งนี้ การออกมาตรการช่วยเหลือคนจนรอบใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ผ่านมา สมคิด เสนอให้เพิ่มวงเงิน ผู้มีรายได้น้อยซื้อของร้านธงฟ้าได้ มากขึ้น และรับลูกโดย สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง แต่ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย จนปลัดการคลังต้องออกมาแก้ข่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงและเป็นการให้ความเห็นไปก่อนฝ่ายนโยบายจะเห็นชอบ
ส่วนมาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบจำนวน 1.3 ล้านคน มูลหนี้ 7 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการไปได้มาก แต่จำนวนที่ช่วยยังน้อยเมื่อเทียบกับลูกหนี้ที่มีทั้งหมด
ขณะเดียวกันมาตรการปล่อยกู้ฉุกเฉินให้ผู้มีรายได้น้อยของธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.แห่งละ 5,000 ล้านบาท ในส่วนของธนาคารออมสินยังปล่อยไม่หมดวงเงิน ส่วนของ ธ.ก.ส.มีการปล่อยไปหมดแล้ว และ อยู่ระหว่างขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มวงเงินอีก 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระคนจนให้มากที่สุด
ด้านมาตรการที่มีแนวคิดจะ ช่วยผู้สูงอายุที่มาลงทะเบียน มีรายได้ไม่ถึง 3 หมื่นบาท/ปี เป็นคนพิการ และเป็นหนี้นอกระบบด้วย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4,000-5,000 คน จะได้รับการยกหนี้ให้ก็ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาล
ที่สำคัญที่สุด มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยต่ำกว่าเส้นความยากจน คือ มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี โดยรัฐบาลเติมเงินให้เพิ่มก็ไม่มีความคืบหน้าเพราะต้องใช้เงินจำนวนมากเนื่องจากมีคนที่อยู่ในข่ายถึง 3-4 ล้านคน ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการตั้งกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก แต่ก็ต้องใช้เงินจากงบประมาณสนับสนุนเป็นสำคัญ ในงบปี 2561 ได้รับการจัดสรร 4.6 หมื่นล้านบาท จากที่ขอไป 5 หมื่นล้านบาท ส่วน การขอความร่วมมือให้เอกชนเข้ามา บริจาค ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังไม่มีเอกชนบริจาคเข้ามา เป็นกอบเป็นกำ
ดังนั้น การคิดมาตรการที่จะออกมาช่วยเหลือคนจนรอบ 2 จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า การทำให้คนจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพ้นจากความยากจน เป็นเรื่องที่คิดมาตรการมาเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่ตกผลึก ซึ่งคลังให้ความสำคัญกับการคิดนโยบายต้องทำได้จริงเพราะทำไม่ได้ก็ไม่ใช่นโยบายเป็นแค่การโฆษณา
หากพิจารณาโจทย์ที่รองนายกฯ สมคิด ให้การบ้านกระทรวงการคลังไปดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น โครงการฝึกอบรมพัฒนาอาชีพให้กับผู้มีรายได้น้อยให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการที่จะจ้างให้มากขึ้น ถือว่าไม่ได้เป็นมาตรการใหม่ มีความพยายามที่จะทำมาโดยตลอด แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาทำให้ผู้มีรายได้ไม่สนใจ ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ไม่สนใจจะจ้างเช่นกัน แม้แต่หน่วยงานภาครัฐก็เป็นเรื่องยากที่จะจ้างคนกลุ่มนี้เข้ามาทำงาน
ขณะที่แนวคิดให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. จัดโครงการพิเศษให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียน หากนำเงินมาฝากจะได้ดอกเบี้ยสูงพิเศษกว่าปกติ และหากผู้มีรายได้น้อยต้องการทุนเพื่อไปประกอบอาชีพหลังจากได้รับการฝึกอบรมแล้วก็สามารถกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่ในทางปฏิบัติยังต้องดูว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินเก็บที่จะนำมาฝากกินดอกแพงดังกล่าว
ด้านการปล่อยกู้ให้ผู้มีรายได้น้อยไปประกอบอาชีพก็ยังมีปัญหาเรื่องหลักประกัน ความสามารถการชำระหนี้ ทำให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.คงไม่กล้าปล่อย นอกจากรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยและความเสียหายที่เกิดจากการเป็นหนี้เสีย เหมือนกับโครงการปล่อยกู้ฉุกเฉิน
สำหรับมาตรการโครงการ บ้านธนารักษ์ ให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย ก็เป็นโครงการระยะยาวเพราะต้องใช้เวลาการก่อสร้างและจำนวนที่ก่อสร้างก็เป็นจำนวนที่น้อย เมื่อเทียบกับความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยจำนวนมาก
ดังนั้น มาตรการช่วยเหลือคนจนโดยการเพิ่มรายได้ให้พ้นจากความยากจนและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้ง่ายๆ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งรัดให้ดำเนินการตั้งแต่ก่อนสิ้นปีนี้ เมื่อถึงปีใหม่จะได้เข็นบางโครงการที่พอสามารถทำได้ออกมามัดใจผู้มีรายได้น้อยให้ประชาชนเศรษฐกิจฐานรากรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นจริง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ในปลายปีหน้า n







