
นักวิชาการหนุนคลังตั้งสถาบันภาษีแห่งชาติ
โพสต์ทูเดย์
— มูลนิธิพัฒนานิติศาสตร์ ตบเท้าเข้าพบ รมช.คลัง หนุนแก้ไขประมวลรัษฎากรและตั้งองค์กรปฏิรูปภาษีนางพรทิพย์ สุขทัพภ์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการพัฒนาวิชาการทางนิติศาสตร์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการศึกษาและพัฒนาประมวลรัษฎากร และคณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้เข้าพบ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อส่งมอบ
“ร่างปรับปรุงประมวลรัษฎากร” และเสนอแนวคิด ตั้งมูลนิธิสถาบันภาษี ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง“
สถาบันภาษีแห่งชาติจะเป็นองค์กรกลางที่เป็นเสาหลักทางวิชาการด้านภาษีทุกประเภท มีบทบาทด้านการวิจัย การให้ความรู้และฝึกอบรม และให้คำปรึกษาผลกระทบทางภาษีแก่ภาครัฐ และเอกชน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาติ” นางพรทิพย์ กล่าวสำหรับผลการศึกษาครั้งนี้ ครอบคลุมการจัดลำดับหมวดหมู่ประมวลรัษฎากรใหม่ให้สามารถใช้งานง่ายขึ้น ไม่สลับซับซ้อนเหมือนปัจจุบัน นอกจากนั้น ยังมีการวิจัย 16 โครงการย่อยที่ยังไม่เป็นธรรมต่อประชาชน
หัวข้อที่มีการศึกษา อาทิ การอุทธรณ์ภาษีอากร, ประเภทเงินได้และการหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ภาษีของสามีภริยา, ภาษีของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล, การคำนวณกำไรสุทธิ การหักภาษี ณ ที่จ่าย, มาตรการป้องกันการเลี่ยงภาษีอากรต่างๆ เป็นต้น
รวมทั้งได้นำร่างประมวลรัษฎากรไประดมความคิดเห็นในหลายๆ เวที ความคิดทั้งระดับมหาวิทยาลัย, สภาหอการค้า, สภาอุตสาหกรรม, บริษัทในตลาดหลักทรัพย์, กลุ่มวิชาชีพอิสระ, ข้าราชการสรรพากร และคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง
โดยนายประดิษฐ์รับว่าจะนำเรื่องนี้เสนอต่อ รมว.คลัง พร้อมเห็นด้วยกับการตั้งสถาบันภาษีอากรแห่งชาติ แต่ยังห่วงเรื่องงบประมาณสนับสนุนโดยไม่แก้ไขประมวลรัษฎากรในเนื้อหาสาระ พร้อมกันนั้นได้เริ่มดำเนินการในระยะที่สองโดยมุ่งในการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงแก้ไขประมวลรัษฎากรให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะทำงานซึ่งเป็นข้าราชการกรมสรรพากรในการรวบรวมประเด็นปัญหาทุกประเภทที่เกิดจากการใช้งานจริง พรทิพย์ สุขทัพภ์ เลขานุการมูลนิธิฯ 0819449535 เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2553 ทั้งนี้เป็นผลการศึกษาร่วมกันระหว่างมูลนิธิฯ และศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับกรมสรรพากรซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2550 ในสมัยที่ นายศานิต ร่างน้อย เป็นอธิบดีกรมสรรพากร
โดยในระยะที่สองนี้ได้แบ่ง ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ รองศาสตราจารย์ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย ศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม อาจารย์กิติพงษ์ อุรพีพัฒนพงษ์ อาจารย์ ดร. พล ธีรคุปต์ อาจารย์พิภพ วีระพงษ์ ศาสตราจารย์ ดร. ศุภลักษณ์ พินิจภูวดล รองศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ ศิริคุณโชติ อาจารย์อมรศักดิ์ พงษ์พศุตม์ คุณวิสูตร กาญจนปัญญาพงศ์ อาจารย์ธีระวุฒิ เต็มสิริวัฒนกุล
การศึกษาครั้งนี้ได้เรียนเชิญ ศาสตราจารย์พิเศษ ปรีชา พานิชวงศ์ ที่ปรึกษาศาลปกครองสูงสุด มาเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการศึกษาและพัฒนาประมวลรัษฎากร และได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากรทั้งนักกฎหมาย นักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์มาร่วมเป็นคณะกรรมการกำกับโครงการฯ ด้วย อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษไพจิตร โรจนวานิช ศาสตราจารย์พิเศษ ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ศาสตราจารย์พิเศษสุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล ผู้ช่วยศาสตราจารย์กาญจนา นิมมานเหมินท์ อาจารย์ทรงเดช ประดิษฐสมานนท์ อาจารย์เดชอุดม ไกรฤทธิ์ คุณดีน โต๊ะกาเรม อาจารย์อวยพร ตันละมัย คุณสันติ วิลาสศักดานนท์ คุณพรรณี วรวุฒิจงสถิตย์ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษเรวัต ฉ่ำเฉลิมอดีตอัยการสูงสุด ศาสตราจารย์เกษรี ณรงค์เดช นายกสภาวิชาชีพบัญชี โดยมีคุณจินตนา พันธุฟัก รับเป็นประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ และยังได้รับการสนับสนุนฯ จากหลายหน่วยงาน เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน)เมื่อเสร็จสิ้นโครงการในระยะที่สองคณะกรรมการกำกับโครงการฯ จึงได้เลือกนำผลงานวิจัยบางชิ้นมาปรับใช้ในการร่างประมวลรัษฎากรที่ได้จัดทำขึ้นในระยะแรก เช่น จากนั้นได้นำความเห็นในเวทีต่างๆ มาปรับปรุงแก้ไขร่างประมวลรัษฎากรและได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกำกับโครงการฯ อีกหลายครั้งจนในที่สุดออกมาเป็นร่างประมวลรัษฎากรฉบับที่ส่งมอบครั้งนี้ โดยมีการนำเสนอแนวคิดการตั้งองค์กรอิสระเพื่อ
ทั้งนี้ นายประดิษฐ์ กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เสนอต่อรมว.คลัง ส่วนการตั้งสถาบันภาษีอากรแห่งชาติ หากเป็นองค์กรอิสระรัฐบาลไม่มีอำนาจไปกำกับดูแล อาจเกิดความไม่สะดวกในการบริหารงานให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ของรัฐบาล เพราะแต่ละปีรัฐบาลจัดสรรงบประมาณไปแต่ละกระทรวง ทบวง กรม เป็นจำนวนมาก รวมทั้งองค์กรอิสระด้วย หากมีสถาบันภาษีขึ้นมาอีกเกรงว่าอาจไม่มีเงินทุนสนับสนุนองค์กรดังกล่าวอย่างเพียงพอ โดยในประเด็นนี้อาจต้องมีการปรึกษาหารือกันอีกครั้งเพื่อที่จะได้ข้อตกลงอันเป็นที่น่าพอใจสำหรับทุกฝ่าย







