
โหมโรงม็อบมาบตาพุด
โหมโรงม็อบมาบตาพุด เป้าสัญลักษณ์จี้รัฐเคารพสิทธิชุมชน
โหมโรงม็อบมาบตาพุด เป้าสัญลักษณ์จี้รัฐเคารพสิทธิชุมชน
มากันแล้วตามนัดสำหรับกลุ่มเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกกับการชุมนุมหน้าศูนย์ราชการจังหวัดระนอง วันที่ 30 ก.ย.เพื่อประท้วงการประกาศ 11 ประเภทโครงการรุนแรงของรัฐบาล
งานนี้แจ้งล่วงหน้ากันหลายวัน ทำเอาฝ่ายรัฐและผู้ประกอบการในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว มวลชนอีกกลุ่มก็ออกมาแสดงท่าทีคัดค้านการชุมนุม
ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ลงพื้นที่ไปประชุมกับผู้แทน 32 ชุมชนล่วงหน้าก่อน 1 วัน พร้อมให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดระยองสั่งการอย่างเฉียบขาดทันทีหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน
"โพสต์ทูเดย์" สนทนากับสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกในยามเช้าวันดีเดย์ถึงภาพรวมทิศทางการเคลื่อนไหวซึ่งในวันแรกนี้ยังไม่มีอะไรนอกจากตั้งเวทีบริเวณทางเท้าหน้าศูนย์ราชการฯรวมถึงเส้นทางจราจรอีก 1 ช่องทาง แต่จะไม่มีการรุกเข้าไปในพื้นที่ศูนย์ราชการหรือเคลื่อนขบวนไปปิดทางเข้านิคมอุตสาหกรรม
หลังจากตั้งเวทีเสร็จเรียบร้อยจะเป็นการประกาศข้อเรียกร้องและให้แกนนำเครือข่ายขึ้นปราศรัยให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้ชุมนุมที่มาจากต่างที่เกิดความเชื่อมโยงกันก่อนสลับกับการแสดงดนตรีผ่อนคลายอารมณ์
แต่กระนั้นก็ต้องพิจารณาอีกทีว่าจะได้รับการขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ หากมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ต้องมีการเคลื่อนมวลชนเช่นกัน
สุทธิ กล่าวว่า ข้อเสนอหลักของกลุ่มมีเพียงเรื่องเดียวนั่นคือให้รัฐบาลยกเลิกประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรงตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแล้วกลับมาทบทวนจัดทำร่างประกาศใหม่โดยนำข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายซึ่งเสนอไว้ที่ 18 ประเภทกิจการมาพิจารณา
รวมทั้ง ให้กำหนดกิจการรุนแรงในมิติของพื้นที่ เช่นนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด พื้นที่ย่านสนามบินสุวรรณภูมิหรือพื้นที่ในจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนนิคมอุตสาหกรรมต่างๆทั่วประเทศ ให้ทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้วยหากจะลงทุนพื้นที่เหล่านี้แม้จะไม่เป็นโครงการที่อยู่ในบัญชีประเภทกิจการรุนแรงก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ให้รัฐผลักดันแก้ปัญหาผังเมือง กำหนดแนวกันชนระหว่างเขตอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย กำหนดให้มีมาตรการควบคุมมลพิษ เป็นต้น
"หลังจากประกาศข้อเรียกร้องเราจะรอดูท่าทีของรัฐว่าเป็นอย่างไร อาจจะรอจนถึงช่วงบ่ายโมงหากยังไม่มีท่าทีตอบรับก็คงมีการเคลื่อนมวลชนบ้างแต่ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวใหญ่และรับรองว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนแน่นอน"สุทธิกล่าว
สำหรับมวลชนที่มาร่วมชุมนุมวันนี้จะมีประมาณ 2,000 คน ส่วนใหญ่มาจากเครือข่ายจังหวัดระยอง ฉะเชิงเทรา สระบุรีและจันทบุรี
แน่นอนว่าแม้ผู้ชุมนุมบางส่วนอาจไม่ใช่คนในพื้นที่ก็ตามแต่มีจุดร่วมเดียวกันนั่นคือต้องการให้รัฐใส่ใจกับสิทธิชุมชน เลิกพัฒนาแบบไม่สนใจคนและให้มีมาตรการป้องกับผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
"เราต้องการส่งสัญญาณให้รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านโดยใช้มาบตาพุดเป็นสัญลักษณ์ เพราะมาบตาพุดเป็นตัวการสะท้อนภาพให้เห็นการพัฒนาโดยไม่มีการป้องกันที่ดี ไม่เคารพสิทธิชุมชนในพื้นที่และสร้างปัญหาให้แก้กันไม่จบไม่สิ้น"สุทธิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งมวลชนในพื้นที่แสดงการต่อต้านการชุมนุมและประกาศจะรวมตัวบริเวณศูนย์ราชการระยองเช่นกัน
สุทธิตั้งข้อสังเกตว่าจะเห็นการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีการประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษหรือช่วงที่ศาลมีคำสั่งระงับโครงการลงทุน 76 โครงการก็ตาม
เครือข่ายฯ ไม่ได้หวาดหวั่นกับม็อบต่อต้านและได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิดในการดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุม รวมทั้งกำชับพี่น้องให้ระมัดระวังตัวอย่าแสดงกิริยาใดที่จะเป็นการยั่วยุให้เกิดการประทะกันและมีการจัดทีมดูแลรักษาความปลอดภัยภายในกลุ่ม
"เราเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และเป็นการดีแล้วที่สังคมจะได้เห็นหน้าตาของคนที่สนับสนุนว่าเป็นอย่างไร"สุทธิ กล่าว
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงบทโหมโรงของการชุมนุมวันแรกเท่านั้น ยังมีเวลาอีก 2-3 วันที่สถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใดก็ได้ขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐ เช่นเดียวกับฝั่งผู้ชุมนุมจะยกระดับการกดดันอย่างไร จะเคลื่อนตัวไปปิดทางเข้านิคมอุตสาหกรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์วันต่อวัน
ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ ยังคงเกาะติดสถานการณ์และรายงานให้ทราบเป็นระยะๆต่อไป







