
ป้องกันความเสี่ยง รับมือค่าเงินป่วน
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์ถ้ายังจำกันได้ เมื่อสิ้นปี 2559 นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างมองทิศทางค่าเงินบาทในปี 2560 อยู่ในทิศทางอ่อนค่า โดยเชื่อว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐและนโยบายเศรษฐกิจที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดเงินที่ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นและเงินบาทจะอ่อนค่าลง
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ถ้ายังจำกันได้ เมื่อสิ้นปี 2559 นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างมองทิศทางค่าเงินบาทในปี 2560 อยู่ในทิศทางอ่อนค่า โดยเชื่อว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐและนโยบายเศรษฐกิจที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดเงินที่ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นและเงินบาทจะอ่อนค่าลง
ทว่า ผ่านมากว่า 10 เดือนของปีนี้คงเห็นได้ว่า สถานการณ์ค่าเงินไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดไว้ แม้สหรัฐได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว แต่ความเชื่อมั่นของตลาดต่อสหรัฐยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร เงินที่ควรจะไหลออกไปยังสหรัฐ กลับกลายเป็นว่าไหลกลับเข้ามายังตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง
ค่าเงินบาทสิ้นปี 2559 ปิดที่ 35.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 33.05-33.15 บาท/ดอลลาร์ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เงินบาทแข็งค่าขึ้นเกือบ 8% เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค เป็นรองเพียงเงินวอนเกาหลีใต้ที่แข็งค่า 8.32%
เงินบาทที่ผันผวนและแข็งค่าเกินภูมิภาค เป็นงานหนักสำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด บริหารจัดการให้ค่าเงินบาทสอดคล้องกับภูมิภาค เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับภาคเอกชนมากนัก และการที่แนวโน้มค่าเงินมีความผันผวนในระยะต่อไป รวมทั้งดอกเบี้ยขาขึ้นในตลาด ท่ามกลางความต้องการแรงสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ จึงทำให้การดำเนินนโยบายการเงินต้องรอบคอบต่อเนื่อง
การคาดการณ์ค่าเงินบาทจากนี้ค่อนข้างเป็นไปยากลำบาก มีโอกาสที่จะอ่อนค่าได้ พอๆ กับที่จะแข็งค่า เพราะมีหลายตัวแปรที่สนับสนุนทั้งฝั่งแข็งค่า และฝั่งอ่อนค่า แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์เอง ก็ยังมองกันไปคนละทิศ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะให้น้ำหนักกับปัจจัยใดมากกว่ากัน
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า หากมองเฉพาะปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ แนวโน้มค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้ อีก 1 ครั้ง และปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าอีก 2 ครั้ง ดังนั้นปีนี้คงไม่เห็นเงินบาทแข็งค่าหลุด 33 บาท/ดอลลาร์
"เงินบาทน่าจะอ่อนค่าไปสักระยะ เพราะนักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักการปรับขึ้นดอกเบี้ยเฟดอีกครั้ง และยังมีการผลักดันการปฏิรูปภาษีของสหรัฐที่คาดว่ากฎหมายจะผ่านภายในไตรมาสแรกของปีหน้า เป็นแรงหนุนเศรษฐกิจสหรัฐและการขึ้นดอกเบี้ยได้ตามแผน" เชาว์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เงินบาทก็มีโอกาสที่จะแข็งค่าได้จากปัญหาการเมืองสหรัฐเอง คือ กรณีรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐมีผลประโยชน์กับรัสเซียที่กำลังสอบสวนกันอยู่ และปัญหาเกาหลีเหนือที่หากยกระดับการทดลองนิวเคลียร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นจุดสั่นคลอนทำเนียบขาว ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยในประเทศที่นักลงทุนยังชอบประเทศไทยที่มีฐานะต่างประเทศแข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค เกินดุลเดินสะพัดต่อเนื่อง มีความเสี่ยงน้อยกว่า และหากการเลือกตั้งเกิดขึ้น สร้างเสถียรภาพการเมืองสร้างความเชื่อมั่นได้ รวมทั้งเศรษฐกิจไทยหากสดใสเติบโตได้ 4-5% เงินจะไหลกลับมายังไทย
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองทิศทางเงินบาทเป็นขาอ่อนค่า โดยให้น้ำหนักเหตุการณ์ในเดือน ธ.ค.นี้ ที่น่าจะมีความชัดเจนนโยบายการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำให้เงินไหลกลับสหรัฐ และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมรอบสุดท้าย
ทั้งนี้ ก่อนหน้าเงินบาทให้ทิศทางอ่อนค่า จากการคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ 2 ครั้ง ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐก็ดำเนินการตามที่ส่งสัญญาณไป แต่ด้วยนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐที่ไม่เป็นไปตามที่หาเสียง เช่น การลดภาษี หรือการยกเลิกโอบามาแคร์ จึงทำให้เงินไหลออกมายังตลาดเกิดใหม่ กดดันให้เงินบาทแข็งค่า
"ปีหน้าเงินบาทผันผวนมากกว่าปีนี้ อย่างปีนี้อาจจะเห็นเงินบาทอยู่ในทิศแข็งค่าเป็นส่วนใหญ่ แต่ปีหน้าปัจจัยต่างประเทศมีหลายปัจจัย ซึ่งนอกเหนือจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่แล้ว ยังมีการเลือกตั้งในหลายประเทศ เช่น อิตาลี มาเลเซีย และการเลือกตั้ง สส.สหรัฐ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ทำให้เกิดความผันผวนทางด้านนโยบายการเงิน" อมรเทพ กล่าว
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย คาดการณ์ค่าเงินบาทสิ้นปี 2560 ไว้ที่ 34 บาท/ดอลลาร์ ส่วนสิ้นปี 2561 ให้ไว้ที่ 34.50 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างทางมีโอกาสอ่อนค่าแรงมากกว่า 34.50 บาท/ดอลลาร์ ได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า และอาจแข็งค่าสุดที่ระดับ 33 บาท/ดอลลาร์
ด้านธนาคารสแตนดาร์ดชาร์ เตอร์ด (ไทย) เห็นต่าง โดยมองว่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าไปถึงปีหน้า จากปัจจัยในประเทศเป็นหลัก ซึ่ง ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทย ให้มุมมองเงินบาทปีนี้ปิด 32.50 บาท/ดอลลาร์ และสิ้นปีหน้ามองที่ 31 บาท/ดอลลาร์ โดยมีแรงสนับสนุนจากท่องเที่ยวที่ดี ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีหน้า
จากมุมมองที่หลากหลายของนักเศรษฐศาสตร์ที่เห็นความเป็นไปได้ทั้งแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่าและแข็งค่า ฉะนั้น การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควร จะทำเพื่อลดความสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินที่ไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้
การป้องกันความเสี่ยงค่าเงินสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีรายรับรายจ่ายเป็นดอลลาร์สามารถเฮดจิ้งได้ด้วยตัวเองและสถาบันการเงินมีเครื่องมือช่วยป้องกันความเสี่ยงอยู่แล้ว
แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมักจะทำธุรกิจต่างประเทศขาใดขาหนึ่ง ระหว่างส่งออกหรือนำเข้า แม้จะเห็นเทรนด์อ่อนค่า แต่ผู้ส่งออกไม่ควรจะเปิดความเสี่ยงเต็มที่ ขณะที่ผู้นำเข้ายิ่งต้องทำประกันความเสี่ยงเพราะแนวโน้มบาทอ่อนอาจส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น
ขณะนี้ทางรัฐบาลได้ส่งเสริมให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์การเงิน แต่ยังให้ความรู้เรื่องการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นการติดอาวุธที่สำคัญของธุรกิจ โดยเอสเอ็มอีที่ร่วมโครงการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจะได้สิทธิทดลองใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงประเภทการซื้อสิทธิล็อกระดับอัตราแลกเปลี่ยน (เอฟเอ็กซ์ ออปชั่น) ล่วงหน้า สมาคมธนาคารไทยคาดว่าจะช่วยเอสเอ็มอีได้ 1.7 หมื่นราย ในวงเงินอัตราแลกเปลี่ยน 5.6 หมื่นล้านบาท
หัวใจของการทำธุรกิจ คือ การปิดความเสี่ยงและบริหารต้นทุน ซึ่งในเรื่องปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน ไม่อยากให้ฝากความหวังหรือโชคชะตาพาไป หากสามารถจัดการได้ด้วยตัวเองแล้ว ก็ไม่ต้องสนใจว่าบาทจะแข็งหรือจะอ่อน n







