posttoday
ความแตกต่างระหว่างเทรดหุ้นกับ Options

ความแตกต่างระหว่างเทรดหุ้นกับ Options

01 พฤศจิกายน 2560

หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้อ่านได้ทำความเข้าใจแล้วว่าสัญญา Options นั้นคืออะไร แล้วมีประโยชน์อย่างไร วันนี้จะมาคุยกันถึงความแตกต่างระหว่างการเทรดหุ้นกับการเทรด Options กัน การเทรด Options นั้นให้ทางเลือกมากกว่า ความเสี่ยงน้อยกว่าและแน่นอนให้โอกาสที่มากกว่า เมื่อเทียบกับหุ้น หลายท่านมีคำถามทำไมเทรด Options จึงดีกว่าหุ้น แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ความคิดเหล่านั้นมันจำแนกออกมาได้เพียง 2 เรื่องเท่านั้น นั่นก็คือ อัตราทดกับทางเลือก

หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้อ่านได้ทำความเข้าใจแล้วว่าสัญญา Options นั้นคืออะไร แล้วมีประโยชน์อย่างไร วันนี้จะมาคุยกันถึงความแตกต่างระหว่างการเทรดหุ้นกับการเทรด Options กัน การเทรด Options นั้นให้ทางเลือกมากกว่า ความเสี่ยงน้อยกว่าและแน่นอนให้โอกาสที่มากกว่า เมื่อเทียบกับหุ้น หลายท่านมีคำถามทำไมเทรด Options จึงดีกว่าหุ้น แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ความคิดเหล่านั้นมันจำแนกออกมาได้เพียง 2 เรื่องเท่านั้น นั่นก็คือ อัตราทดกับทางเลือก

สำหรับการเทรด Options นั้น คุณจะได้ประโยชน์จากอัตราทด ซึ่งช่วยให้คุณได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยงได้ไปในตัวอีกด้วย แน่นอนหากคุณใช้อัตราทดถูกทาง คุณจะได้เปรียบอย่างมาก แต่หากใช้ไม่ถูกอัตราทดก็จะมาทำร้ายคุณอย่างสาหัสเช่นกัน

ถัดมาคือทางเลือก ลองคิดดูว่าหากคุณเทรดหุ้น คุณจะมีทางเลือกน้อยมากเพียงแค่ 2 อย่าง คือซื้อหรือขาย แต่ถ้าเป็น Options คุณมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่เพียงแต่ซื้อและขาย คุณสามารถสร้างกลยุทธ์ที่อ้างอิงจากสมมติฐานของคุณเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นหรือสินทรัพย์ตัวนั้น การเทรด Options จะสามารถสร้างกำไรให้คุณได้จากการเคลื่อนไหวของราคาในรูปแบบนั้นๆ

ทั้งนี้ สิ่งที่ดีในการซื้อหุ้น คือ การที่สามารถรอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้กำไรแล้วจึงขาย อย่างที่หลายท่านชอบพูดกันว่ายังไม่ขายก็ไม่นับว่าขาดทุน นอกเหนือจากนั้น การถือหุ้นก็อาจจะได้ผลตอบแทนอย่างอื่น เช่น ปันผล และสิทธิประโยชน์อื่น

แต่การที่รอถือหุ้นยาวไปเรื่อยๆ นั้นอาจไม่สร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับเงิน เนื่องจากเมื่อเงินติดอยู่กับหุ้นนั้น แล้วราคาหุ้นไม่ขึ้นหรือราคาหุ้นลดลง ทำให้เสียโอกาสที่จะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปลงทุนอย่างอื่นที่สร้างผลตอบแทนให้ได้ หรือในกรณีที่ต้องการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ในกรณีที่หุ้นปรับลดลงต้องใช้เงินไปซื้อหุ้นเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่าซื้อถัวนั่นเองและยังต้องรอลุ้นให้ราคาปรับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

สำหรับผู้เขียนนี่คือความเสี่ยงที่สูงมาก เพราะเราขีดเส้นไว้ตั้งแต่วันแรกที่จะรับความเสี่ยง 50/50 (สมมติว่าโอกาสหุ้นขึ้นกับลงทุนเท่ากัน) กับเงินลงทุนนี้แล้วไม่มีทางเลือกอื่นเลย

การเทรด Options สมมติซื้อ Options ของหุ้นเดียวกัน เพราะคิดว่าหุ้นจะขึ้น อาจจะไปซื้อ Call Options ที่ราคาใช้สิทธิ 12 บาท (หรือเทียบได้กับการได้รับสิทธิในการซื้อหุ้นดังกล่าวที่ราคา 12 บาท/หุ้น) จำนวน 1 สัญญา โดยใช้จ่ายเงินซื้อสิทธิที่ 50 บาท (สมมติ 1 สัญญา เท่ากับ 100 หุ้น) ถ้าราคาหุ้นปรับขึ้นจาก 12 เป็น 14 บาท เท่ากับว่าจะได้กำไร 200 บาท [(14-12)x100] จากการลงทุนเพียง 50 บาท (เทียบกับการลงทุนในหุ้นที่ต้องใช้เงินถึง 1,200 บาท) นี่คือประโยชน์ของอัตราทด

ขอย้ำว่าในการเทรด Options นั้นไม่จำเป็นต้องรู้ทิศทางตลาดที่ชัดเจน และไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับความเป็นไปได้เพียง 50/50 เพราะในตลาดมีโอกาสขึ้น 50% วันนี้ และลง 50% พรุ่งนี้ ในการเทรด Options แค่คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของหุ้นและสามารถทำกำไรได้ โดยราคาหุ้นนั้นไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวเลยด้วยซ้ำ และยังสามารถสร้างกำไรได้ทั้งราคาหุ้นขาขึ้นและลง ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในหุ้นที่จะกำไรได้เฉพาะกรณีหุ้นขึ้นเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การเทรดหุ้นจะต้องใช้เงินมากกว่าเพื่อสร้างผลตอบแทนในอัตราเท่ากันกับการลงทุนใน Options

ครั้งต่อไปจะเริ่มมาคุยกันเกี่ยวกับการลงทุนใน Options แบบละเอียดมากขึ้น ทั้งในเรื่องของประเภทของ Options สเปกหรือลักษณะของสัญญา Options รวมไปถึงกลยุทธ์การซื้อขาย Options ที่จะสามารถใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ หากท่านสนใจลงทุนใน Options สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการอยู่ หรือที่เว็บไซต์ www.tfex.co.th

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ