posttoday
จับตานโยบายศก.-มั่นคง รับทรัมป์เยือนเอเชีย

จับตานโยบายศก.-มั่นคง รับทรัมป์เยือนเอเชีย

03 พฤศจิกายน 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ผู้นำสหรัฐเจ้าของนโยบายต่างประเทศ"อเมริกามาก่อน" กำลังอยู่ระหว่างทริปเยือนเอเชียที่ยาวนานมากที่สุดในรอบ 25 ปีของประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐ โดยการเดินทางเยือน 5 ชาติอันประกอบด้วย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยการเดินทางเริ่มต้นที่ฮาวายก่อนไปเยือนญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 4 พ.ย. และจะไปจบลงที่การประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกที่ "ฟิลิปปินส์" ในวันที่ 13 พ.ย.นี้

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ผู้นำสหรัฐเจ้าของนโยบายต่างประเทศ"อเมริกามาก่อน" กำลังอยู่ระหว่างทริปเยือนเอเชียที่ยาวนานมากที่สุดในรอบ 25 ปีของประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐ โดยการเดินทางเยือน 5 ชาติอันประกอบด้วย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยการเดินทางเริ่มต้นที่ฮาวายก่อนไปเยือนญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 4 พ.ย. และจะไปจบลงที่การประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกที่ "ฟิลิปปินส์" ในวันที่ 13 พ.ย.นี้

การเดินทางครั้งนี้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็น การส่งสัญญาณนโยบายที่แน่ชัดทั้งทาง "เศรษฐกิจ" และ "ความมั่นคง" ต่อภูมิภาคเอเชีย หลังจากยุคของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่เน้นการสร้างสมดุลอำนาจเพื่อคานกับจีน

ในด้านการเมืองและความมั่นคงนั้นเป็นที่คาดว่า สหรัฐจะมุ่งเน้นไปยังเรื่อง "เกาหลีเหนือ" เป็นหลัก หลังจากที่ รัฐบาลทรัมป์รับมือภัยคุกคามเกาหลีเหนือผ่านการขู่ด้วยวาจาและ การคว่ำบาตรมาโดยตลอด การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นการเยือนประเทศ ที่ต่างก็มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการจัดการกับเกาหลีเหนือโดยตรง ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงจีนและอาเซียน ที่หลายชาติมีการค้ากับเกาหลีเหนือ

ขณะเดียวกัน ก็คาดว่าจะยังเน้นเรื่องเศรษฐกิจการค้า และจะเป็นการ ชี้ชัดนโยบายดังกล่าวที่มีต่อเอเชียจากปากของผู้นำสหรัฐเอง โดยทรัมป์ได้พา กองทัพผู้บริหารธุรกิจ 29 คน นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้า โดยสหรัฐจะเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์การประชุมกลุ่มประเทศความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่สหรัฐได้ถอนตัวไป

ทว่าบางครั้งความสัมพันธ์ทางความมั่นคงก็อาจไม่ได้ไปด้วยกันกับการค้า โดยตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเกาหลีใต้ สหรัฐเปิดการเจรจาแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีเกาหลีใต้-สหรัฐ เนื่องจากตั้งแต่มีข้อตกลงดังกล่าวเมื่อปี 2012 สหรัฐขาดดุลกับเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจาก 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.29 แสนล้านบาท) ในปี 2011 เป็น 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.91 แสนล้านบาท) ในปีที่แล้ว

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนของสหรัฐและเกาหลีใต้เองก็เผชิญข้อพิพาทหลายครั้ง เช่น ควอลคอมม์ ซึ่ง สตีเวน โมลเลนคอปฟ์ ประธานบริหาร (ซีอีโอ) เดินทางมายังเอเชียพร้อมกับทรัมป์ เคยเผชิญกับค่าปรับ 850 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท) จากเกาหลีใต้ กรณีที่ควอลคอมม์ ที่เป็นเจ้าตลาดบังคับขายอุปกรณ์พ่วง ที่ไม่จำเป็นคู่กับชิปโมเด็ม

ขณะที่ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐยังอยู่ระหว่างพิจารณาโทษของแอลจีและซัมซุง ตามคำร้องเรียนของเวิร์ลพูล บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าจากสหรัฐ จากกรณีที่แอลจีและซัมซุงใช้ฐานการผลิตในประเทศที่มีค่าแรงถูกและต้นทุนต่ำ ทำให้สามารถส่งออกสินค้า ไปขายในสหรัฐในราคาที่ถูกกว่าได้ โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะเสนอโทษไปยังรัฐบาลทรัมป์ภายในสิ้นปีนี้

แม้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจะย่ำแย่ลง แต่เกาหลีใต้ยังต้องพร้อมรับมือภัยคุกคามเกาหลีเหนือ ส่งผลให้เกาหลีใต้ยังคงต้องพึ่งพาสหรัฐในด้านความมั่นคงอยู่ โดยสหรัฐได้เข้าไปซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ รวมถึงยังขนระบบต่อต้านขีปนาวุธทาด (THAAD) เข้าไปติดตั้งในเกาหลีใต้ ซึ่งจุดนี้เองทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อ "จีน" ผู้เป็นตัวแปรสำคัญในปัญหาเกาหลีเหนือ และคัดค้านการติดตั้งระบบทาด

ในการเยือนจีนวันที่ 9 พ.ย.นี้ คาดว่าทรัมป์จะเดินหน้ากดดันจีนอย่างหนักให้จีนหันมาช่วยแก้ปัญหาเกาหลีเหนือให้มากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลปักกิ่งเดินหน้าลดความสัมพันธ์ทางการค้ากับเกาหลีเหนือลงก่อนหน้านี้แล้ว ตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งแม้ในฉากหน้า สหรัฐจะขึงขังแต่ก็มีรายงานว่าสหรัฐเองอยู่ระหว่างการเจรจาทางการทูตกับเกาหลีเหนือโดยตรงอยู่เช่นกัน ทำให้มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจขอให้จีนช่วยมากขึ้นทั้งการกดดันเบื้องหน้า และการเจรจาทางเบื้องหลัง

นอกจากเรื่องเกาหลีเหนือแล้ว จีนยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญที่สหรัฐจะกดดันทางการค้าเพื่อหาทางลดการขาดดุลการค้าซึ่งสูงถึง 3.47 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 11 ล้านล้านบาท) ด้วย ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด จากการสั่งสอบการนำเข้าเหล็กจากจีน เนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง และยังสอบในเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรอีกด้วย โดยสหรัฐตั้งกำแพงภาษีเบื้องต้นกับอะลูมิเนียมฟอยล์จากจีนเพื่อต่อต้านการทุ่มตลาดเมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา

เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยในแนวทางการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐก่อนหน้านี้ว่า จะสานสัมพันธ์ ในรูปแบบเสรีและเปิดกว้างกับภูมิภาค "อินโด-แปซิฟิก" โดยแสดงความชัดเจนในการสานสัมพันธ์กับญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย รวมถึงตั้งคำถาม ต่อความน่าเชื่อถือของจีน

ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย ต่างเป็นพันธมิตรของสหรัฐ และยังมีความสามารถในการช่วยคานอำนาจกับจีน เช่น อินเดียที่พยายามขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมในภูมิภาคแข่งกับโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง ของจีน และยังมีการเรียกร้องภายในประเทศให้บอยคอตสินค้าจีน อยู่เนืองๆ เพราะสินค้าราคาถูกจากจีนทำให้อินเดียยากจะแข่งขัน

ลินด์ซีย์ ฟอร์ด อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงสหรัฐ กล่าวกับ อัลจาซีราว่า แม้แผนการดังกล่าวจะยังคงไม่ชัดเจนในหลายประเด็น แต่เป็นการยืนยันว่าสหรัฐต้องการเศรษฐกิจที่ยุติธรรมตามพื้นฐานของกฎหมาย

"ทุกคนต้องการได้ยินว่าอเมริกามาก่อนไม่ได้หมายความว่าเอเชียจะตามมาเป็นที่สุดท้าย ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองในแบบอเมริกันจะไปได้ด้วยกันกับความเจริญในแบบเอเชีย" ฟอร์ด ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์ของสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย กล่าว

การขาดรายละเอียดในแผน ต่างประเทศก็ดี และนโยบายการค้าที่ ไม่ไปด้วยกันกับความมั่นคง อาจสร้าง ความสับสนให้ภาคธุรกิจทั้งสหรัฐและเอเชีย ดังนั้นจึงต้องจับตา "สัญญาณตรง" จากปากทรัมป์ ในการชี้ชัดจุดยืนต่อเอเชียจากการเยือนครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ