posttoday
เครดิตบิ๊กตู่...ไทยติดโผประเทศที่ปฏิรูปมากที่สุดของโลก

เครดิตบิ๊กตู่...ไทยติดโผประเทศที่ปฏิรูปมากที่สุดของโลก

04 พฤศจิกายน 2560

ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยกลางสัปดาห์ที่แล้วธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ เผยการจัดลำดับประเทศมีความสะดวกในการทำธุรกิจ "Doing Business 2018" เป็นการกระโดดข้ามจากปีที่แล้วลำดับที่ 46 มาอยู่ที่ลำดับ 26 จาก 190 ประเทศ และติดลำดับกลุ่มประเทศท็อปเท็น หรือ 1ใน 10 ของประเทศซึ่งมีการปฏิรูปการทำงานภาครัฐและธุรกรรมธุรกิจมากที่สุดของโลก

ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

กลางสัปดาห์ที่แล้วธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ เผยการจัดลำดับประเทศมีความสะดวกในการทำธุรกิจ "Doing Business 2018" เป็นการกระโดดข้ามจากปีที่แล้วลำดับที่ 46 มาอยู่ที่ลำดับ 26 จาก 190 ประเทศ และติดลำดับกลุ่มประเทศท็อปเท็น หรือ 1ใน 10 ของประเทศซึ่งมีการปฏิรูปการทำงานภาครัฐและธุรกรรมธุรกิจมากที่สุดของโลก

ปัจจัยหลักมาจากการยกระดับการทำงานของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนและเอกชน ทำให้การทำธุรกิจเป็นเรื่องง่ายตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ (Startup Business) ปรับปรุงระยะเวลาและความไม่ยุ่งยากของการขอและออกใบอนุญาตจากหน่วยงานรัฐด้านต่างๆ ธุรกรรมเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก ซึ่งปัจจุบันเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินมีความสะดวกและง่ายกว่าเดิม รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายและสัญญาการค้า ฯลฯ

งานนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะพรวดเดียวข้ามมาถึง 20 ลำดับ ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ ในอาเซียนติดโผลำดับ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งไทยตามหลังอยู่ติดๆ เพียง 2 ลำดับ และทิ้งประเทศคู่แข่งแบบหายห่วง เช่น เวียดนามอยู่ที่ลำดับ 68 อินโดนีเซียอยู่ลำดับที่ 72 และฟิลิปปินส์อยู่ลำดับที่ 113 ทั้งนี้ลำดับของไทยก่อนหน้านี้ปี 2558 อยู่ที่ลำดับ 50 ปีที่แล้ว อยู่ที่ลำดับ 46 รายงานของธนาคารโลกระบุว่า ไทยเป็นประเทศมีการพัฒนาแบบก้าวหน้าและยกย่องให้เป็นประเทศซึ่งมีการพัฒนามากที่สุดในโลก เป็นรองเพียงบรูไนซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ซึ่งเศรษฐกิจมาจากน้ำมันประชากรมีเพียง 4.23 แสนคน

ต้องยอมรับว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยยังคงต้องพึ่งพาการลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ที่ผ่านมาการลงทุนเอกชนลดน้อยถอยลงมาเป็นลำดับ ผลที่ได้จากการจัดลำดับใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ เพราะนอกเหนือจากด้านต้นทุนยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายและการทำธุรกรรมกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะต้องเอื้อต่อการทำธุรกิจ รวมถึงการคุ้มครองนักลงทุนและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้า แต่ข้อเท็จจริงการตัดสินใจว่าจะลงทุนประเทศใดต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึก ลำดับที่ได้คงเป็นแค่การอ้างอิงเบื้องต้นเท่านั้น

แต่อย่างน้อยการจัดลำดับขอเวิลด์แบงก์คงมีส่วนช่วยต่อการตัดสินใจให้เกิดการลงทุนในประเทศ เพราะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาการลงทุนจากต่างชาติที่ลงเม็ดเงินจริงเหลือเพียงแค่ 1 ใน 3 แม้แต่ปีนี้ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาการตั้งโรงงานใหม่มูลค่าการลงทุนเหลือเพียง 1.9 แสนล้านบาท ลดลงร้อยละ 10.74 ถึงแม้ว่าจะเป็นการวัดความยากง่ายการทำธุรกิจ แต่จะมีผลทางจิตวิทยาสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยเป็นประเทศ ที่น่าลงทุน โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ซึ่งรัฐบาลพยายามจะสานฝันว่าเป็นอีสเทิร์นซีบอร์ด ภาคสอง

ผู้ที่ปลื้มมากที่สุดคงเป็นนายกฯ ลุงตู่ได้รับเครดิตไปเต็มๆ แสดงให้เห็นว่าถึงแม้เป็นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ซึ่งฝ่ายไม่เห็นด้วยปรามาสว่าจะไม่มีใครมาลงทุนหรือค้าขายด้วย กลับเป็นว่าเวิลด์แบงก์ประทับตรารับรองว่าไทยเป็นประเทศที่มีการปฏิรูปพัฒนามากที่สุดเป็นลำดับ 2 ของโลก เท่ากับเป็นการรับรองผลงานของรัฐบาล คสช.ไปโดยปริยาย และสะท้อนว่ารัฐบาลทหารที่เข้ามาไม่ได้ส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจ

ความเฮงของรัฐบาลที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ นิตยสารท่องเที่ยวดังระดับโลกของอังกฤษมีการสำรวจระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่น่ามาเที่ยวลำดับที่ 8 ของโลก และเป็นลำดับ 1 ของเอเชีย แถมมาสเตอร์การ์ดมีการสำรวจและระบุว่า กทม.เป็นเมืองจุดหมายปลายทางที่น่ามาเที่ยวลำดับ 1 ของโลก นี่ยังไม่นับที่ท่านนายกฯ บินไปจับมือกับประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำเนียบขาว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผลที่ได้เป็นเครดิตของรัฐบาลว่าถึงจะมาด้วย "วิธีไม่ปกติ" แต่ความเชื่อถือด้านภาพลักษณ์ทั้งด้านลงทุนและท่องเที่ยวจากต่างชาติไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป

สำหรับด้านเศรษฐกิจแน่นอนภาคเอกชนต่างออกมาขานรับการจัดลำดับของธนาคารโลก เพราะก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจมีการผลักดันให้รัฐบาลที่ผ่านมาแก้ปัญหาเรื่องความอืดอาดของระบบราชการซึ่งไม่ค่อยเป็นมิตรกับภาคธุรกิจ ใครที่เคยไปติดต่อกับราชการคงเข้าใจได้ดี เพราะนอกจากท่านทั้งหลายไม่พยายามเข้าใจเรื่องธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงยังติดทัศนคติเดิมๆ ว่าภาคเอกชนเป็นผู้ร้ายไปหมด

แม้แต่ที่ผ่านมามีความพยายามแก้กฎหมายให้เอื้อทั้งด้านการนำเข้าและการค้า แต่ก็ยังพยายามหาแผลหรือช่องว่างเพื่อที่จะเอาผิด หาเรื่อง หน่วงเวลา หรือไม่โปร่งใส มีตั้งแต่เรื่องหยุมหยิมระดับน่ารำคาญไปจนถึงขั้นสร้างความเสียหายจนค้าขายไม่ได้ หรือมีบทปรับสูงๆ ถึงขั้นอาจต้องเลิกกิจการ เช่น พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ซึ่งไส้ในมีบทปรับสูงมากๆ และอาจติดคุก ทั้งหมดคงไปโทษตัวข้าราชการไม่ได้ เพราะกฎหมายของไทยยังคร่ำครึที่ ไปแก้ใหม่ผ่านกันง่ายๆ บางฉบับกลับหนักกว่าเดิม

หากจะให้ไทยเป็นประเทศซึ่งน่าลงทุนและเศรษฐกิจโต ประชาชนแฮปปี้อย่างที่ คสช.ตั้งความหวัง ลำพังแค่การจัดลำดับของธนาคารโลกคงเป็นแค่ยาหอม ต้องไปดูเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะด้านความโปร่งใสและการให้มุมมอง ทัศนคติใหม่ๆ ในการทำงาน เช่น ลดการกำกับ การตรวจสอบ การควบคุม ไปเป็นลักษณะการส่งเสริม อย่าไปจุกจิกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ผ่านได้ก็ให้ผ่านไป แค่นี้ก็ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้ แก้อีกนิดเดียวรับรองลำดับของไทยปีหน้าจะพุ่งปรู๊ด...ไม่แพ้ใครในโลกครับ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท