
‘เกมหน้าจอ’ : สื่อกับการเมืองไทยยุคใหม่
เมื่อการเมืองเปลี่ยน สื่อก็ต้องปรับ (ตัว)
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
เมื่อการเมืองเปลี่ยน สื่อก็ต้องปรับ (ตัว)
"การเมืองไทยเปลี่ยนไปมากตั้งแต่ปี 2545-2546" คือ คำกล่าวตอนหนึ่งของ คุณวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ผู้สื่อข่าวอาวุโส ที่มาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้มาให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการระบบเลือกตั้งและพรรคการเมือง ในคณะกรรมาธิการการเมืองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่กำลัง ขอข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องหลายๆ ฝ่ายในการ ศึกษา เรื่อง "ระบบการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และ เที่ยงธรรม"
ที่ว่า "การเมืองไทยเปลี่ยนไปมาก" ก็หมายถึง การต่อสู้ทางการเมืองที่ลึกซึ้งและเข้มข้นกว่ายุคก่อนๆ ที่ผ่านมา มีการใช้อำนาจทางธุรกิจของฝ่ายนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเข้าครอบงำไปในทุกวงการ รวมถึงสื่อมวลชน ทำให้สื่อมวลชนมีการ "เลือกข้าง" โดยมีความ เอนเอียงที่จะสนับสนุน หรือ "เชียร์" พรรคการเมืองบางพรรค หรือนักการเมืองบางคน อย่างสังเกตเห็นได้ และมีการใช้สื่อเป็นเวทีเพื่อการโต้ตอบระหว่างกันของนักการเมืองเหล่านั้น รวมทั้งในยุคที่ทหารขึ้นครองอำนาจก็มีการใช้สื่อโต้ตอบระหว่างนักการเมืองเหล่านั้นกับทหารอีกด้วย ซึ่งการใช้สื่อเข้ามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองนี้รู้จักกันในคำว่า "เกมหน้าจอ"
ผู้เขียนก็ไม่ค่อยคุ้นหรือเข้าใจลึกซึ้งกับคำ คำนี้ แต่จากการพูดคุยนอกรอบกับอนุกรรมาธิการบางท่านเล่าให้ฟังว่า เกมนี้จะเอามาเล่นกับนายกฯ ตู่ (ที่คงจะหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ไม่ได้หรอก เพราะนายกฯ ตู่ ท่านจะ "นิ่ง" และไม่ยอมเผลอตัวหลงเป็น "เหยื่อ" ให้กับสื่อที่ใช้ เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ เพราะจากที่ฟังคุณวรวิทย์ เล่าให้ฟังก็จะเอ่ยถึงอดีตนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรี 2-3 คน ที่ตกเป็นเหยื่อในเรื่องนี้จน หมดอนาคตทางการเมืองไปก็มี อย่างไรก็ตามประธานอนุกรรมาธิการฯ คือ รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ได้ตั้งเป็นคำถามขึ้นว่า ทุกวันนี้มีโซเชียลมีเดียเติบโตขึ้นเป็นสื่อสาธารณะที่ทรงพลัง สังคมจะมีวิธีการดูแลจัดการในเรื่องนี้อย่างไร โดยเฉพาะผลที่จะเกิดขึ้นในทางการเมือง
ผู้เขียนขอเรียกการต่อสู้ผ่านโซเชียลมีเดียนี้ว่า "เกมหน้าจอมือถือ" ซึ่งก่อนหน้านี้ครั้งที่คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เชิญคุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ สื่ออาวุโสอีกท่านหนึ่งจากสถาบัน อิศราผู้เขียนก็ได้ตั้งเป็นประเด็นให้คุณประสงค์ช่วยตอบ ซึ่งคุณประสงค์ก็ตอบสั้นๆ แต่เพียงว่า โซเชียลมีเดียเป็นสื่อบุคคล ไม่เกี่ยวกับสื่อมวลชน จึงเป็นความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องคือ ผู้ส่งสารผ่านสื่อใหม่เหล่านี้กับผู้ที่ได้รับผล กระทบ เช่น ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือมีความเสียหาย ซึ่งในผู้ที่มีความรู้อย่าง "งูๆ ปลาๆ" เกี่ยวกับสื่อสมัยใหม่อย่างผู้เขียนนี้ออกจะมีความเห็นแย้ง เพราะเห็นว่าทุกวันนี้แม้แต่สื่อเก่าหรือสื่อหลักอย่างโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ก็ใช้สื่อใหม่เหล่านี้ เช่น SMS, Line หรือ Facebook มาเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ และมีแนวโน้มว่าอาจจะใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองบางกลุ่มที่มีอิทธิพลทางธุรกิจนั้นก็ได้ ดังคำอธิบายของคุณวรวิทย์
ความจริงในหลายประเทศได้มีการใช้ "สื่อใหม่" คือ โซเชียลมีเดียมาใช้สร้างประโยชน์ในทางการเมืองอย่างมากมายมาหลายปีแล้ว เมื่อสัก 30 ปีที่อีเมลกำลังเป็นที่นิยมและ Short Message Service - SMS คือ การส่งข้อความสั้นกำลังเริ่มต้น ทั้งสองสิ่งนี้ก็นำมาใช้ในการสื่อสารระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งกับผู้เลือกตั้งมาแล้วในสหรัฐอเมริกา จากนั้นก็แพร่หลายไปทั่วโลกไม่เว้นแต่ประเทศไทย ซึ่งผู้เขียนจำได้ว่าก็เคยได้รับข้อความผ่านสื่อทั้งสองนี้จากพรรคการเมืองพรรคหนึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2538 หรืออย่างกรณีของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในการเลือกตั้งเพื่อเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในสมัยแรกเมื่อ ค.ศ. 2008 ก็ใช้ข้อความสั้นผ่านอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาที่เรียกว่า Blackberry เป็นสื่อหลักในการโน้มน้าวผู้เลือกตั้งชาวอเมริกันในครั้งนั้น และพอในการเลือกตั้งครั้งต่อมาใน ค.ศ. 2012 ก็ใช้ Tweeter สื่อสารกับผู้สนับสนุนเขาอย่างเข้มข้นจนได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง ส่วนหลังสุดในชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ใช้ Facebook เป็นสื่อหลักเพื่อสร้างกระแสความนิยมจนสามารถเอาชนะ ฮิลลารี คลินตัน ไปได้
สำหรับประเทศไทย ถ้าใครอยู่ในเหตุการณ์การต่อสู้ระหว่าง กปปส.กับ นปช. ในช่วงปี 2556-2557 ก็จะพบว่ามีการใช้ Line ส่งข่าวสารระหว่างกันเป็นกลุ่มๆ อยู่ทั่วไป ซึ่งการใช้ Line นี้สามารถทำได้โดยสะดวกทั้งข้อความเสียงและภาพอย่างสดๆ ทันทีทันควัน ซึ่งทำให้สามารถสร้างกระแสต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการ "กระพือ" ให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรง อันหมายถึงอารมณ์ร่วมต่างๆ ในเป้าประสงค์ของแต่ละกลุ่มที่กำลังทำการต่อสู้ทางการเมืองนั้นอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นผู้คนทั้งหลายก็เลือกที่จะ "เสพสื่อ" เฉพาะที่เป็นการสื่อสารระหว่างพรรคพวกเดียวกัน คือ มักจะไม่สนใจสื่อนอกกลุ่มโดยเฉพาะฝ่ายตรงกันข้าม เช่น กปปส.ก็จะมี Bluesky TV หรือ นปช. ก็จะมี D Channel อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งผลที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยก็เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่า ยิ่ง "ถ่างรอยแยก" ให้สังคมของเราแตกร้าวจนยากที่จะประสานมาจนถึงทุกวันนี้
คุณวรวิทย์ที่กล่าวถึงเรื่องนี้อีกว่า ด้วย "เงื่อนไขความขัดแย้ง" คือ สังคมที่ยังแบ่งเป็นฝักฝ่ายยังมีอยู่เช่นนี้ น่าจะยังทำให้การเมืองไทยในระยะต่อไปนี้ยังมีปัญหาอยู่มาก แม้ว่าจะให้มีการเลือกตั้งในปีหน้าก็คงไม่อาจจะลดปัญหานี้ได้ แต่อาจจะยิ่งเพิ่มความร้อนแรงของความ ขัดแย้งมากขึ้นไปอีก ซึ่งต่อจากนั้น (หลังเลือกตั้งปี 2561) อีกไม่เกิน 2-3 ปี ก็อาจจะต้องมีรัฐประหารเกิดขึ้นอีก
โอ้! ประเทศไทย เราจะไปทางไหนดีหนอ?







