
กลต.เข้มคุณภาพหุ้นไอพีโอ
ก.ล.ต.ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพ บจ.ที่ยื่นขอไอพีโอใกล้ชิดขึ้น ต้องมีกำไรก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 50 ล้าน
ก.ล.ต.ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพ บจ.ที่ยื่นขอไอพีโอใกล้ชิดขึ้น ต้องมีกำไรก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 50 ล้าน จากเดิมไม่กำหนด
นายธวัชชัย เกียรติกวานกุล ผู้อำนวยการฝ่ายจดทะเบียนหลักทรัพย์-ตราสารทุน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อให้ความสำคัญในการพิจารณาอนุญาตเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) เพื่อคัดคุณภาพบริษัทที่ดีมีกำไรเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้บริษัทที่มายื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) สะดวกขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานและประหยัดต้นทุนในการจัดการ
“ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น เหมือนคัดเลือกสินค้าที่ดีเข้าสู่ตลาด นอกจากจะเปิดเผยข้อมูลงบการเงินต้องถูกต้อง มีระบบการควบคุมภายในที่ดี มีโครงสร้างการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ บริษัทที่จะทำไอพีโอได้ต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาร์เก็ตแคป บริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ต้องมีกำไรสุทธิใน 2-3 ปี ก่อนยื่นขอรวมกันไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท และมีกำไรสะสมเป็นบวก ส่วนตลาด MAI ต้องมีกำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ในปีสุดท้ายก่อนเข้าตลาด ซึ่งเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่เดือน ม.ค.2560 จากเดิมที่ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีกำไรก่อนเข้า” นายธวัชชัย กล่าว
นายธวัชชัย กล่าวว่า การประมาณการผลประกอบการ ก.ล.ต.ไม่ได้ห้ามจัดทำ เพราะมีประโยชน์กับนักลงทุน เพียงแต่ต้องทำมาจากฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น มีโรงไฟฟ้าที่ได้รับอนุญาตให้ผลิต 3 โรงที่ทำรายได้ อย่าระบุว่าจะมีกำไรจากการผลิต 5 โรง เพราะถึงมี 5 โรงจริงแต่ยังไม่ได้เริ่มการผลิต ไม่มีใบอนุญาต เป็นต้น และหากประมาณการรายได้ต่างจากที่ออกมาจริงเกิน 25% ก็ต้องชี้แจง
นายประกิด บุณยัษฐิติ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ผู้ลงทุนควรอ่านหนังสือชี้ชวนให้ดีก่อนลงทุนไอพีโอ สิ่งสำคัญต้องดูคือข้อมูลความเป็นมาของธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และปัจจัยความเสี่ยง โครงสร้างการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์มีหรือไม่ และดูคำอธิบายและวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินการ (MD&A) เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน







