posttoday
ต้องร่วมมือกัน

ต้องร่วมมือกัน

04 พฤศจิกายน 2560

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อันดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business)

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อันดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) ของไทยดีขึ้นถึง 20 อันดับ โดยอยู่ในอันดับที่ 26 จาก 190 ประเทศทั่วโลก จากปีที่แล้วไทยอยู่ในอันดับที่ 49 ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลไทยชุดนี้ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาหลายๆ ด้าน ที่ติดขัดในขั้นตอนของการขออนุญาตประกอบกิจการในประเทศไทยให้มีความรวดเร็วขึ้น

สำหรับคะแนนที่ดีขึ้นในหลายหัวข้อสะท้อนถึงความพยายามแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา เช่น คะแนนการเริ่มต้นธุรกิจอยู่ในอันดับที่ 36 จากเดิม 78 การขอใช้ไฟฟ้า อยู่ในอันดับที่ 13 จาก 37 การอำนวยความสะดวกในการขอสินเชื่อของภาคธุรกิจ อยู่ในอันดับที่ 42 จาก 82 การชำระภาษี อยู่ในอันดับที่ 67 จาก 109 การคุ้มครองผู้ลงทุน อยู่ในอันดับที่ 16 จาก 27 เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายด้านที่ต้องปรับปรุง เช่น การกำหนดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนธุรกิจเป็นอัตราคงที่ ลดค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ แก้ไขกฎหมายหลักประกันธุรกิจ ขยายฐานการชำระแบบอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานประกันสังคม และการพัฒนาระบบยื่นเอกสารทางการผ่านระบบดิจิทัล (E-filing) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยื่นแบบและชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลของกรมสรรพากร ฯลฯ ซึ่งเป็นงานที่รัฐบาลชุดนี้ต้องเร่งเครื่อง เพื่อผลักดันไทยให้เป็นสวรรค์ของนักลงทุน

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าการที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เป็นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 เพื่อเร่งการดำเนินงานให้เร็วขึ้น หลังจากนั้นจึงใช้การออกกฎหมายปกติมาบังคับใช้ต่อไป อาจเป็นด้วยนิสัยของคนไทยที่ต้องถูกบังคับแล้วถึงจะทำ แตกต่างจากวิธีคิดปกติที่เมื่อเห็นอะไรดีแล้วต้องทำ และต้องทำอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เช้าชามเย็นชาม ซึ่งทำให้ไทยมีปัญหาการพัฒนาช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมา

แน่นอนว่าความสะดวกในการเริ่มต้นทำธุรกิจในประเทศนั้นๆ เป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐานที่ดึงดูดนักลงทุนเข้ามา ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีข้อได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้าน เพราะอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ช่วงหลังประเทศต่างๆ เร่งพัฒนาขึ้นมาจากที่ไทยเคยเป็นทางเลือกแรก ก็ถูก ประเทศอื่นๆ แซงหน้าไปเรื่อยๆ และติดกับดักจนประเทศไม่สามารถพัฒนาต่อได้ เพราะฉะนั้นหากต้องการสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้า รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้ลุล่วง ก่อนที่จะเริ่มโครงการใหม่ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี หรือโครงการลงทุนต่างๆ

อย่างไรก็ตาม แม้อันดับของประเทศไทยจะขยับขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่ยังไม่อาจหยุดนิ่งได้ เพราะประเทศอื่นๆ ต่างเร่งเครื่องเพื่อดึงดูด นักลงทุนเช่นเดียวกัน เพราะการหยุดนิ่งเท่ากับล้าหลัง และเรื่องนี้คงจะให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทุกคน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งมือ และมีเป้าหมายในการดำเนินการเพื่อร่วมกัน ผลักดันให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไทยโดยรวม และทำให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง และก้าวไปสู่ทิศทางใหม่ๆ ที่เป็นอนาคตต่อไป

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี