
กิจกรรมพรรคการเมือง
ทันทีที่กิจการสำคัญของบ้านเมือง พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ทันทีที่กิจการสำคัญของบ้านเมือง พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้เสร็จสิ้นลง ก็มีเสียงจากบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายที่มุ่งมองไปที่การลงสมัครรับเลือกตั้งเซ็งแซ่กันให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดให้บรรดาพวกเขาได้ทำกิจกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกว่า จะต้องมีการเตรียมการด้วยระยะเวลาที่พอสมควร และในวาระโอกาสแรกที่สามารถทำได้เลยเพื่อที่จะไม่ถูกช่วงชิงความได้เปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคที่จะมี คสช.หนุนหลัง
ประเด็นนี้ก็เป็นหนึ่งประเด็นร้อนๆ ทางการเมือง ซึ่งเมื่อมีเสียงจากพรรคการเมืองมาดังกล่าว ก็มีเสียงจาก คสช.สวนไปเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ว่า คสช.ควรจะแสดงจุดยืนทางการเมืองว่า ตกลงแล้วจะลงสมัคร ไม่ลงสมัคร จะมีพรรคทหารหรือไม่ หรือจะวางตัวเองอย่างไร ซึ่งเสียงที่ว่า ก็แน่นอนเป็นเสียง "ว้าก" ทั้งจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งฟังดูมุมหนึ่งก็น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องโทษทั้งสองฝ่าย
สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหาร คสช.กล่าวเอาไว้ก็จริง นั่นคือ กิจการบ้านเมืองในส่วนการพระบรมศพล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 เพิ่งเสร็จสิ้นลง อันที่จริงยังมีการเปิดให้ประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ดังนั้นถ้าจะว่าพรรคการเมืองควรจะเดินเครื่องเต็มสูบเพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง ที่จะปูทางไปสู่การเลือกตั้ง และจะเรียกเอาแต่การเลือกตั้งๆ ก็คงจะใช่ที่ เพราะยังมีกิจการบ้านเมืองที่สำคัญรออยู่ ได้แก่ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวางกูร ซึ่งยังไม่มีหมายกำหนดการออกมา ดังนั้นการจะเดินเครื่องไปสู่การเลือกตั้ง โดยการทำกิจกรรมทางการเมือง จึงควรเดินกันอย่างเหมาะสมต่อภาวการณ์ต่างๆ ของบ้านเมืองด้วย
แม้จะจริงอย่างที่พรรคการเมืองบอกกันว่า คสช.ไม่ควรที่จะถืออำนาจบาตรใหญ่คิดว่าจะกำหนดให้ใครในบ้านในเมืองทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองเมื่อใด ก็สุดแล้วแต่ คสช.จะเห็นสมควร พูดกันตรงไปตรงมาก็วางอำนาจจนเกินไป แต่ทางฝ่ายพรรคการเมืองก็เช่นเดียวกัน คงจะต้องรู้กาลเทศะ ถึงแม้ว่าจะจริงที่ว่ากลไกหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบรัฐสภา คือ การเลือกตั้งให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่คงต้องกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และตามความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง คสช.และพรรคการเมือง ก็คงจะต้องพูดคุยกันในระดับหนึ่ง หากจะตั้งแง่ต่อกันไป รับรองได้บ้านเมืองไม่สงบแน่นอน
กิจกรรมทางการเมืองที่ว่าสามารถค่อยๆ เดินไปได้ เริ่มตั้งแต่ในช่วงนี้ตัวแทนพรรคการเมือง ก็อาจจะพูดในงานสัมมนา หรือขออนุญาตจัดงานสัมมนาเชิงวิชาการ ซึ่งเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ที่ คสช.ก็น่าที่จะให้จัดได้ พูดอย่างนี้ คสช.ก็อาจจะบอกว่าอย่ามายุ่งวุ่นวายกับอำนาจฉัน ก็ว่ากันไป เพราะจริงๆ แล้วมีต่อ คือ คสช.ก็น่าที่จะให้พรรคการเมืองได้จัดกิจการภายในพรรคการเมือง เตรียมพร้อมในการวางระบบพรรค จากนั้นคงต้องดำเนินการตามกฎหมาย แล้วจึงเช้าสู่ช่วงของการวางนโยบาย และนำเสนอให้ประชาชนทราบ จนถึงช่วงของการคัดสรรตัวผู้สมัคร และมาถึงการหาเสียง ทั้งหมดนี้คงจะต้องค่อยเป็นค่อยไป คงจะอยู่ที่ทั้ง คสช. และพรรคการเมืองคุยกัน มันจึงจะลงตัวได้







