posttoday
รัฐเข็นเมกะโปรเจกต์ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

รัฐเข็นเมกะโปรเจกต์ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

04 พฤศจิกายน 2560

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวในงาน Global and Thailand Economic Outlook 2018 เรื่อง "การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ" ว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้ในระยะยาว จะเห็นได้จากในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ประเทศไทยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก โดยที่เห็นได้ชัดเจนคือ โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งได้ก่อให้เกิดการเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศหลายแห่งและนำไปสู่การทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าและส่งออกนำรายได้กลับเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยก็แทบจะไม่ได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อีกเลย สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายด้านการลงทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในระยะหลังมีอัตราการเติบโตเหลือเพียงปีละประมาณ 3% เท่านั้น

"ในอดีตก่อนปี 40 เศรษฐกิจเราโตปีละ 6-7% เพราะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างจะเพียบพร้อม เช่น โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเมื่อโครงสร้างพื้นฐานดี ก็เกิดนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ตามมา ช่วยให้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้า และส่งออกไปได้มาก" เอกนิติ กล่าว

เอกนิติ กล่าวอีกว่า เหตุผลของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในส่วนนี้ถือเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น แต่เหตุผลหลักจริงๆ คือเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวได้อยู่ในปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่า เป็นการเติบโตจากบุญเก่าในเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ได้ดำเนินการไว้ในอดีต ดังนั้น ในปัจจุบันนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานขนาดใหญ่เพิ่มเติม เพียงแต่รูปแบบของการลงทุนอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศ ตลอดจนการกู้เงินจากต่างประเทศมาเป็นในรูปแบบของการให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (พีพีพี) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกและการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ

สำหรับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยนั้น มองว่า ในภาพรวมถือว่าดีขึ้นมาก ทั้งความเชื่อมั่นในเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการที่เห็นการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้ได้เห็นจุดเปลี่ยนของประเทศในหลายๆ ด้าน

สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า อาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายช็อปช่วยชาติปลายปีนี้ เนื่องจากหากใช้ก็เป็นการดึงกำลังซื้อในช่วง 2 เดือนข้างหน้ามาใช้ก่อนเท่านั้น โดยมองว่าปัญหากำลังซื้อที่ยังไม่ดี เป็นผลจากการกระจายตัวของรายได้ไม่ดี หากจะมีมาตรการช่วยเหลือก็น่าจะเป็นมาตรการประคับประคองรายได้ของกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าเกษตรราคาตกต่ำมากกว่าการกระตุ้นการบริโภค

"เราต้องแยกให้ออกว่า ปัญหาการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาเชิงวัฏจักรหรือโครงสร้าง โดยปัญหาการใช้จ่ายเกิดจาก 2 ประเด็นซ้อนกันอยู่คือ กำลังซื้อไม่มีเฉพาะกลุ่มและคนเปลี่ยนวิธีการซื้อสินค้าไปใช้ช่องทางออนไลน์ที่เรามองไม่เห็น ซึ่งจากแนวโน้มนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือค้าปลีกที่ซื้อขายออนไลน์เติบโตดี ไตรมาส 2 โตถึง 15.5% ขณะที่ค้าปลีกผ่านช่องทางดั้งเดิมโตเพียง 2.8% จึงทำให้ตัวเลขรวมค้าปลีกโตแค่ 5.5%" สมประวิณ กล่าว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ