
ชัยวุฒิหวังอุตฯไทยพัฒนาสมดุลกับชุมชน
“ชัยวุฒิ” หวังอุตสาหกรรมไทยโตแบบยั่งยืนสร้างความสมดุลระหว่างชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมหวั่นซ้ำรอยมาบตาพุด
“ชัยวุฒิ” หวังอุตสาหกรรมไทยโตแบบยั่งยืนสร้างความสมดุลระหว่างชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมหวั่นซ้ำรอยมาบตาพุด
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง “ความท้าทายอุตสาหกรรมไทย รับมือเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลง” ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยต้องการผลักดันให้เติบโตอย่างยั่งยืน สามารถสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ให้ไปด้วยกันได้ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความไว้วางใจกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนกรณีโครงการในนิคมอุตสาหกรรมาบตาพุด
นอกจากนี้ในอนาคตประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่การกีดกันทางการค้ามากขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามกฎหมายให้ถูกต้อง ไม่สร้างปัญหากับชุมชน ขณะเดียวกันการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นธรรมทั้งโรงงานและชุมชน เพราะถ้าการใช้กฎหมายหย่อนยานจะทำให้ปัญหามีมากขึ้น โดยปัญหามาบตาพุดเป็นตัวอย่างที่สร้างความสับสนให้กับนักลงทุน แต่ขณะนี้แนวปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเริ่มชัดเจนแม้ว่าทุกฝ่ายยังไม่ยอมรับแต่แนวทางสำหรับทุกฝ่ายเริ่มชัดเจนขึ้น
“ต้องการให้ผู้ประกอบการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาสินค้าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อ ซึ่งเชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมพร้อมที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมยั่งยืนเพราะที่ผ่านมาเจอปัญหามากมาย และการเปิดเสรีการค้านำไปสู่การกีดการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น ส่งผลให้เราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเรื่องที่พูดกันมานานแต่ถ้าจะสำเร็จได้ต้องขึ้นอยู่กับการขยายตัวของอุตสาหกรรมอย่างมีเสถียรภาพและสร้างความสมดุลของการพัฒนา”นายชัยวุฒิ กล่าว
นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ความท้าทายของอุตสาหกรรมไทยอยู่ที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และให้ความสำคัญกับสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งความท้าทายจากการเปิดเสรีการค้าและเทคโนโลยีที่ผสมผสานหลายเทคโนโลยี ซึ่งแนวทางในการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนมาบตาพุด โดยจะต้องพัฒนาสินค้าสีเขียวและสร้างเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ (อีโค ทาวน์) เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคตอุตสาหกรรม และภาครัฐควรเพิ่มงบวิจัยพัฒนาจาก 0.26 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็น 1 % ของจีดีพี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ SIGA สถาบันศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการต้องมีความเข้าใจโครงสร้าง 3 เรื่อง คือ 1.การเปลี่ยนแปลงจากยุคอุดมคติแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ทุนนิคมและสังคมนิยมมาเป็นศตวรรษที่ต้องค้นหาแนวคิดของตัวเอง 2.โลกมีการเชื่อมโยงถึงกันหมดส่งผลให้ไม่มีใครอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ได้ 3.ในช่วง 3-4 ทศวรรษ ที่ผ่านมาโลกมีขยายตัวอย่างสูงสุด แต่ขณะนี้ความมั่งคั่งที่มีจะมีขีดจำกัดในการขยายตัว ซึ่งทำให้ภาครัฐต้องจุดที่เหมาะสมในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย







