posttoday
สนพ.ยอมรับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่อเลื่อนยาว

สนพ.ยอมรับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่อเลื่อนยาว

29 กันยายน 2553

สนพ.ยอมรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่อเลื่อนเข้าระบบช้ากว่าปี 2563  รอสรุปผลศึกษาโครงการชงรัฐบาลปีหน้า

สนพ.ยอมรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่อเลื่อนเข้าระบบช้ากว่าปี 2563  รอสรุปผลศึกษาโครงการชงรัฐบาลปีหน้า

นายวีระพล  จิรประดิษฐกุล    ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)   เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง “ผ่าแผนพีดีพี2010ทางออก วิกฤตพลังงานไฟฟ้าประเทศไทย” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า  โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจต้องเลื่อนไปจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573  หรือ พีดีพี 2010  ที่กำหนดไว้จะมีโรงไฟฟ้าแห่งแรกเข้าระบบการจำหน่ายในปี 2563  เนื่องจากมีขั้นตอนในการทำความเข้าใจกับประชาชนตลอดจนการเตรียมพร้อมในเรื่องสถานที่ตั้ง  ซึ่งต้องใช้เวลาอีกจำนวนมาก

ในเบื้องต้นปีนี้จะสรุปรายละเอียดการเตรียมพร้อมของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเฉพาะการกำหนดสถานที่ตั้งที่เหมาะสม ตลอดจนบุคคลากรที่จะมารองรับ ซึ่งใช้ระยะเวลาในการจัดทำแผนนี้มา 3 ปีแล้ว   คาดว่าช่วงต้นปีหน้าจะสามารถเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาตัดสินใจให้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกเกิดในประเทศไทยหรือไม่

“ยอมรับว่าแผนพีดีพีต้องมีการทบทวนเป็นระยะ ๆเนื่องจากแผนโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบอาจต้องเลื่อนหลายแห่ง  ทั้งโรงไฟฟ้าเอกชน  โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ยังไม่มีความแน่นอน  ความเสี่ยงที่จะตามมาคือปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศ  โดยเฉพาะในปี 2557 เป็นจุดที่น่าห่วงเพราะคาดการณ์สำรองไฟฟ้าจะเหลืออยู่ที่ 9.7% ผลจากโรงไฟฟ้าเอกชน 2 แห่ง ที่ต้องย้ายที่ตั้งจนเลื่อนเข้าระบบ”นายวีระพล กล่าว

อย่างไรก็ตามจะพยายามดูแลปริมาณสำรองไฟฟ้าให้เพียงพอโดยรักษามาตรฐานสำรองไฟฟ้าให้ได้ 15%ซึ่งในช่วงนี้ปริมาณสำรองไฟฟ้ายังมีเพียงพออยู่ที่ระดับ 21.3%

นายสุทัศน์  ปัทมสิริวัฒน์   ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)   กล่าวว่า แนวทางแก้ไขเพื่อรักษาปริมาณสำรองไฟฟ้าให้เพียงพอในระหว่างที่โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้นั้น มีอยู่  6 แนวทาง คือ 1.  เร่งรัดให้โรงไฟฟ้าวังน้อย หน่วยที่ 4 และโรงไฟฟ้าจะนะเข้าระเบบให้เร็วขึ้น 2. เลื่อนการปลดระวางโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุ ได้โรงไฟฟ้าบางปะกงหน่วย 1-2 กำลังการผลิต 1,100 เมกะวัตต์  3. นำโรงไฟฟ้าที่ปลดระวางจากระบบปี 2552  มาซ่อมบำรุงเป็นกำลังผลิตสำรองฉุกเฉิน ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครใต้หน่วยที่ 4-5 กำลังการผลิตรวม 600 เมกะวัตต์  

4. ปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในระบบให้มีประสิทธิภาพดี หรือมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น   5. ประสานกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) เพื่อเร่งรัดให้โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(เอสพีพี)ประเภทพลังความร้อนร่วม   ที่ได้รับการอนุมัติปี 2553-2557   จำนวน 1,644  เมกะวัตต์  ให้เป็นไปตามแผนพีดีพี  และ 6.  ให้เรคกูเลเตอร์ เร่งประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีรอบปี 2558-2564  กำลังการผลิตรวม 2,000  เมกะวัตต์   รวมทั้งให้กฟผ.ปรับปรุงระบบสายส่งเพิ่มเพื่อรองรับจำนวนโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้ารบะบให้เพียงพอ

ส่วนกรณีการซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ นั้น กำหนดสัดส่วนไว้ไม่เกิน 20% ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวม  เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านพลังงาน  ตามแผนพีดีพีกำหนดไว้ที่ 11,669 เมกะวัตต์ 

สำหรับการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมาจะอยู่บนพื้นฐานของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี)  ซึ่งไม่ได้สูงเกินไปตามทีมีนักวิชาการออกมาแสดงความเป็นห่วง   โดยปี 2553 เดิมคาดการณ์ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ไว้ที่ 23,249  เมกะวัตต์  จากจีดีพีที่ 4%  แต่พบว่าตัวเลขพีคที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ 24,009 เมกะวัตต์    เนื่องจากเศรษฐกิจมีการขยายตัวต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท