
เขตเศรษฐกิจพิเศษ...แม่เหล็กดูดนักลงทุน
ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุขตอนนี้ประเทศในกลุ่ม "เออีซี" ถือเป็นที่น่าจับตามองของนักลงทุนต่างชาติและต่างทวีปมาก เพราะมีศักยภาพมากเรื่องการผลิต เนื่องด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และมีความโดดเด่นด้านแรงงานที่มีทั้งแรงงานฝีมือและแรงงานต้นทุนต่ำ อีกทั้งการค้าระหว่างกลุ่มประเทศเออีซียังสามารถทำได้โดยไม่มีภาษีนำเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การผลิตสินค้าสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แถมกลุ่มประเทศเออีซีเองยังอยู่ในบริเวณแนว "เส้นทางสายไหมเส้นใหม่" ที่รัฐบาลจีนผลักดันอยู่ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนมองประเทศในกลุ่ม "เออีซี" เหมือนชิ้นปลามัน เพราะต้องรีบตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนทุกอย่างจะถูกพัฒนาไปไกลกว่านี้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของการลงทุนนั้นสูงกว่านี้หลายเท่าตัว
ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุข
ตอนนี้ประเทศในกลุ่ม "เออีซี" ถือเป็นที่น่าจับตามองของนักลงทุนต่างชาติและต่างทวีปมาก เพราะมีศักยภาพมากเรื่องการผลิต เนื่องด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และมีความโดดเด่นด้านแรงงานที่มีทั้งแรงงานฝีมือและแรงงานต้นทุนต่ำ อีกทั้งการค้าระหว่างกลุ่มประเทศเออีซียังสามารถทำได้โดยไม่มีภาษีนำเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การผลิตสินค้าสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แถมกลุ่มประเทศเออีซีเองยังอยู่ในบริเวณแนว "เส้นทางสายไหมเส้นใหม่" ที่รัฐบาลจีนผลักดันอยู่ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนมองประเทศในกลุ่ม "เออีซี" เหมือนชิ้นปลามัน เพราะต้องรีบตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนทุกอย่างจะถูกพัฒนาไปไกลกว่านี้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของการลงทุนนั้นสูงกว่านี้หลายเท่าตัว
ทุกประเทศในกลุ่มเออีซี จึงต้องสร้างหรือหาปัจจัยที่จะดึงดูดให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศของตน เรียกง่ายๆ ว่าเหมือนการประกวดนางงามระหว่างประเทศ ใครสวยกว่าก็ได้นักลงทุนไป หลักการง่ายๆ ของทุกประเทศ คือ การลดกำแพงทางด้านกฎหมายลง และเพิ่มแรงจูงใจ เช่น ผลประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของต่างชาติ วิธีที่ทำกันง่ายๆ คือ สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมา เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมของภาครัฐและสามารถเลือกจุดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศได้ว่าจะให้ศูนย์กลางการลงทุนไปอยู่จุดไหนของประเทศ อันจะทำให้ความเจริญส่วนอื่นๆ ตามมาในที่สุด ซึ่งเป็นการกระจายความเจริญอย่างทั่วถึงสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ
ผู้อ่านคงอยากทราบแล้วว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นได้สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษไปถึงไหนกันแล้ว เรามาเริ่มที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) กันก่อน สำหรับ สปป.ลาว นั้นมีเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่หลายแห่งที่มีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องกว่า 14 ปีแล้ว แต่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่อยู่แห่งหนึ่งเป็นที่น่าจับตามอง ชื่อว่า "บึงธาตุหลวง" อยู่ในนครเวียงจันทน์ ซึ่งเคยเป็นบึงน้ำมาก่อนและปัจจุบันได้มีการถมที่แล้ว บางส่วนเพื่อปรับสภาพให้กลายเป็นเขต เศรษฐกิจพิเศษ โดย สปป.ลาว นั้นได้ ให้สัมปทานแก่บริษัทเอกชนของประเทศจีนเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจะประกอบไปด้วย โรงเรียนนานาชาติ โรงแรม ศูนย์ประชุม ช็อปปิ้ง พลาซ่า โซนที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้าปลอดภาษี และเขตนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเพื่อการส่งออก ภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรีอาเซียน สปป.ลาว คาดการณ์ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะช่วยเพิ่มจีดีพีของประเทศได้ถึง 10 เท่า ในอนาคตข้างหน้า
ส่วนประเทศกัมพูชานั้นกำลังพัฒนาต่อยอดเขตเศรษฐกิจพิเศษขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ชื่อว่า "สีหนุวิลล์" ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญเมืองหลวงของกัมพูชาประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร โดยให้กลุ่มทุนจากประเทศจีนเข้ามาช่วยพัฒนาในเฟสล่าสุด ภายใต้แนวคิด One Belt One Road หรือ "หนึ่งเข็มขัดหนึ่งเส้นทาง" ของจีนที่หวังให้กัมพูชาเป็นอีกหนึ่งเมืองท่าเทียบเคียงเมือง "เสิ่นเจิ้น" ของจีนในปัจจุบัน
สำหรับประเทศเมียนมามีเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่หลายแห่ง แต่ที่น่าจับตามองคงหนีไม่พ้น "เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย" ที่โด่งดังมาหลายปี เนื่องด้วยการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่สามารถลดระยะเวลาขนส่งสินค้าจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกได้หลายวัน แต่เดิมต้องผ่านช่องแคบมะละกา และในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายยังมีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ประกอบไปด้วย เขตที่อยู่อาศัย เขตการค้า โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องภายในนิคมอุตสาหกรรม ถนน ทางรถไฟเชื่อมโยงไปสู่ประเทศไทย รวมไปถึงน้ำมันและท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากอ่าวมะตะบันไปยังชายแดนไทย-เมียนมา แต่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก เนื่องจากต้องใช้โครงสร้าง พื้นฐานจำนวนมากดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ทำให้การดำเนินการสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ถึงแม้จะเริ่มโครงการไปแล้วหลายปี
จะเห็นได้ว่า เพื่อนบ้านของเรานั้น ได้พยายามเข้ามาร่วมประชันความงามกับประเทศไทยเพื่อแย่งชิง นักลงทุนกัน ฝั่งประเทศไทยเรานั้น ไม่น้อยหน้าใครแน่นอน โดยมีการพัฒนาโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่ในภาคตะวันออก เช่น พัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา รถไฟความเร็วสูง และท่าเรือน้ำลึก เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายแห่งแรกของการลงทุนระหว่างประเทศในกลุ่มเออีซี โดยถ้าพิจารณาจากตัวแปรต่างๆ แล้ว ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบด้านที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางภูมิภาคเออีซี มีแรงงานฝีมืออยู่จำนวนมาก มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอาหาร มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย แต่ยังมีจุดด้อยเรื่องภาษาเพราะคนส่วนใหญ่ยังใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่ดีพอ และยังต้องมีการพัฒนาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกพอสมควรเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางการค้าในอนาคต คนไทยซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการพอได้ทราบแบบนี้แล้วควรรีบพิจารณาว่ายังต้องปรับปรุงในเรื่องใดบ้าง เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี และให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นกับผู้ลงทุน เพื่อพิสูจน์การเป็นสยามเมืองยิ้มอย่างแท้จริง







