
Asset Allocation เครื่องมือลงทุนยาว
โดย ศิริพร สินาเจริญ ,CFA กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี สำหรับการลงทุนระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพนั้น การตั้งเป้าหมายการลงทุนถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยปัจจัยหลักที่จะทำให้การลงทุนบรรลุเป้าหมาย คือการจัดสรรเงินลงทุนที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่คาดหวัง ทั้งนี้การคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับการลงทุนในระยะสั้นๆ นั้น
โดย ศิริพร สินาเจริญ ,CFA กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี
สำหรับการลงทุนระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพนั้น การตั้งเป้าหมายการลงทุนถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยปัจจัยหลักที่จะทำให้การลงทุนบรรลุเป้าหมาย คือการจัดสรรเงินลงทุนที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่คาดหวัง ทั้งนี้การคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับการลงทุนในระยะสั้นๆ นั้น
เราสามารถวิเคราะห์ได้จากข้อมูลต่างๆ เช่น ปัจจัยภายในประเทศ นโยบายเศรษฐกิจการเงินของภาครัฐ แผนการเติบโตของบริษัทเอกชน เพื่อพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของประเทศ ประกอบกับนโยบายทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของต่างประเทศ เพื่อพิจารณาถึงแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งมีอิทธิพลต่อตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบันค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนในระยะยาวนั้น การคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตให้ถูกต้อง 100% ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะในอนาคตจะมีปัจจัยต่างๆ เข้ามากระทบมากมาย ทั้งปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยจากภายนอกประเทศ นักลงทุนส่วนใหญ่จึงมีการใช้เครื่องมือทางด้านสถิติเข้ามาประกอบการวิเคราะห์การลงทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจะอยู่ในรูปของอัตราผลตอบแทนคาดหวัง และความผันผวนของอัตราผลตอบแทนคาดหวังนั่นเอง
ทั้งนี้ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนจะให้ความสำคัญกับการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดสรรเงินลงทุนที่เหมาะสม (Asset Allocation) โดยกำหนดสัดส่วนและกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เพื่อให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคลที่มีระดับการยอมรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ช่วยให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้โดยลดการคำนึงถึงระดับราคาของการเข้าลงทุนในแต่ละครั้ง เนื่องจากมีเป้าหมายและสัดส่วนการลงทุนในระยะยาวที่ชัดเจน ทั้งนี้จากสถิติที่ผ่านมาพบว่ากว่า 94% ของผลตอบแทนในการลงทุนมาจากการจัดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม
ในขณะที่การจับจังหวะการลงทุนส่งผลต่อผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเพียงแค่ 2% เท่านั้น ในเดือน ต.ค. 2560 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ได้ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 1,700 จุด หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 11% และสร้างผลตอบแทนรวมประมาณ 14.3% นับตั้งแต่ ต้นปีที่ผ่านมา จากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ เช่น การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจนำโดยภาคการส่งออกที่ตัวเลขออกมาดีกว่าคาด ภาวะการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น และการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ประสบกับภาวะสภาพคล่องล้นตลาด
เมื่อพิจารณาข้อมูลในอดีตช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่ที่ 1,287 จุด หรือปรับตัวขึ้น 32% ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นอัตราผลตอบแทนรวมสูงถึง 55% หรือเฉลี่ยประมาณ 9% ต่อปี หากย้อนกลับไปช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ไทยให้อัตราผลตอบแทนรวมเฉลี่ยประมาณ 11% ต่อปี
หากย้อนกลับไป 30 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยให้อัตราผลตอบแทนรวมเฉลี่ยที่ 7.4% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกับนักลงทุน แม้ว่าจะผ่านปัจจัยต่างๆ มากมายทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ รวมทั้งผ่านความผันผวนในระยะสั้น แต่เมื่อนำข้อมูลสถิติในอดีตมาพิจารณาจะพบว่าอัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่ที่ 7-11% ต่อปี
สถิติดังกล่าวอาจจะมีการปรับเปลี่ยนได้ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ และโครงสร้างของอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสะท้อนไปยังอัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน และอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ของตลาดหลักทรัพย์ที่แตกต่างจากในอดีต
นอกจากนี้ หากพิจารณาด้านความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่าค่าความผันผวนได้ลดลงจากระดับ 15-20% ลงมาเป็น 5-10% ต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนที่ปรับลดลงด้วยเช่นกัน
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นน่าจะเป็นแนวทางให้กับนักลงทุนที่กำลังตัดสินใจลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ณ ระดับปัจจุบันได้ไม่มากก็น้อย เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเท่านั้นสำหรับการลงทุนเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีควบคู่กันไป
ทั้งนี้ บลจ.กรุงศรี ได้มีผลิตภัณฑ์สำหรับการลงทุนในรูปแบบของกองทุน LTF ที่หลากหลายนโยบายการลงทุน ทั้งในส่วนของกองทุนที่มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นปันผล (KFLTFDIV) กองทุนที่มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง (KFLTFEQ) กองทุนที่มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก (KFLTFTSM-D) และล่าสุดกองทุนที่มีนโยบายแบบผสมผสานที่เหมาะกับการลงทุนทุกสภาวะ (KFLTFSTARD) เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับ นักลงทุนที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน







