
การบริหารยางพารา ประเทศมาเลเซีย
รองศาสตราจารย์ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทยผมเขียนบทความนี้ที่โรงแรม "Traders Hotel" ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพราะระหว่างวันที่ 30 ต.ค.-3 พ.ย.นี้ ผมต้องไปเก็บข้อมูลอุตสาหกรรมยางพาราของมาเลเซีย ภายใต้โครงการวิจัยเรื่องการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานยางพาราไทยกับมาเลเซีย เพื่อแสวงหาแนวทางปฏิบัติที่ดีและสนองความต้องการของตลาดโลกของ สกว.
รองศาสตราจารย์ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย
ผมเขียนบทความนี้ที่โรงแรม "Traders Hotel" ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพราะระหว่างวันที่ 30 ต.ค.-3 พ.ย.นี้ ผมต้องไปเก็บข้อมูลอุตสาหกรรมยางพาราของมาเลเซีย ภายใต้โครงการวิจัยเรื่องการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานยางพาราไทยกับมาเลเซีย เพื่อแสวงหาแนวทางปฏิบัติที่ดีและสนองความต้องการของตลาดโลกของ สกว.
การจัดวางหน่วยงานที่บริหารจัดการยางของมาเลเซียน่าสนใจ เริ่มแรกเน้นส่งเสริมพัฒนาการปลูกยางพาราในระดับต้นน้ำ หลังจากนั้นได้ตั้งบริษัทมาบริหารเชิงธุรกิจในระดับปลายน้ำ หน่วยงานหลักๆ ของมาเลเซียที่ดูแลอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระดับ แบ่งออกเป็น 7 หน่วยงานดังนี้ 1.องค์กรพัฒนาที่ดินแห่งรัฐ (Federal Land Development Authority : FELDA) ตั้งเมื่อปี 1956 โดยให้เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันและยางพาราครัวเรือนละ 25 ไร่ ปัจจุบัน Felda บริหารที่ดินของตนเอง 5.3 ล้านไร่ ปี 1995 ได้ตั้งบริษัท Felda Rubber Industrial Sdn. Bhd.(FRISB) ซึ่งคำว่า "Sdn.Bhd." ย่อมาจาก "Sendirian Berhad" หมายถึงบริษัทจำกัด FRISB ผลิตยางแท่ง SMR10 และ SMR20 และผลิต "Green Rubber" ที่เรียกว่า "ekoprena และ pureprena" โดยพัฒนาร่วมกับบริษัท Macdec
2.องค์กรฟื้นฟูที่ดินแห่งรัฐ (Federal Land Consolidation Rehabili tation Authority : FELCRA) ตั้งเมื่อปี 1966 หน้าที่หลักคือการพัฒนาชนบทและท้องถิ่นให้มีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บริหารที่ดินจำนวน 1.6 ล้านไร่ และกำลังพัฒนาที่ดินเพิ่มอีก 4 แสนไร่ ในปี 1997 มีการตั้งเป็นบริษัท FELCRA Berhad จำนวน 24 บริษัทเพื่อดูแลธุรกิจการเกษตรอีกหลากหลาย 3.องค์กรพัฒนาเกษตรกรรายย่อยเพื่อการลงทุนยางพารา (Rubber Industry Smallholders Development Authority : RISDA) สังกัดกระทรวงพัฒนาชนบทและภูมิภาค (Ministry of Rural and Regional Development) ตั้งเมื่อปี 1973 ทำหน้าที่ยกระดับประสิทธิภาพปลูกยางโดยการทดแทนยางที่ให้ผลผลิตสูงผ่านการใช้เทคโนโลยี ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย 532,000 ราย ได้ตั้ง 15 บริษัท โดยทั้ง 3 หน่วยงานนี้ดูแลพื้นที่สวนยางพาราที่เป็นเกษตรกรรายย่อย
ในอนาคตมาเลเซียตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิต ผลิตภัณฑ์ยางพาราของโลก แต่วัตถุดิบยังต้องพึ่งพิงจากต่างประเทศ ทางออกของเค้าก็คือ มาเลเซียผลิตน้ำยางข้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 10 โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี เช่นเครื่องกรีดยาง "Automatic Rubber Tapping System (ARTS)" ระบบ I-KLON ใช้ตรวจสอบพันธุ์ยางโดยการสแกนใบต้นยางจากมือถือระบบ Rubber Information and Traceability System (RITes) เป็นระบบตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ในการปลูกยางว่ามีคุณภาพหรือไม่จากมือถือเช่นกัน ระบบเหล่านี้มีส่วนช่วยให้เก็บผลผลิตน้ำยางข้นได้เพิ่มขึ้น
4.Malaysian Rubber Board (MRB) ตั้งเมื่อปี 1998 เป็นหน่วยงานที่สำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางของมาเลเซียซึ่งเป็นการรวม 3 หน่วยงานเข้าด้วยกันคือ สถาบันวิจัยยาง (Rubber Research Institute of Malaysia : RRIM ตั้งปี 1926) คณะกรรมการพัฒนาและวิจัยยาง (Malaysia Rubber Research Development Board : MRRDB) คณะกรรมการแลกเปลี่ยนยาง (Malaysia Rubber Exchange Licensing Board : MRELB) หน้าที่ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ กำกับดูแลและกำหนดยุทธศาสตร์ยางพารา โดยร้อยละ 80 ของผลิตภัณฑ์ยางพารามาจาก MRB นักวิจัยทุกแขนงวิชาที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอยู่ที่นี่ทั้งหมดมากกว่า 1,000 คน
5.สภาส่งเสริมการส่งออกยางพารา (Malaysian rubber export promotion council : MREPC) มีสำนักงานทั้งในมาเลเซีย อังกฤษ สหรัฐ และจีนเพื่อทำหน้าที่ขายยางพาราและผลิตภัณฑ์อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงเพาะปลูกเพื่ออุตสาหกรรมและสินค้า 6.สถาบันวิจัยยางในอังกฤษชื่อว่า "Tun Abdul Razak Research Center : TARRC" ตั้งปี 1938 เป็นสถาบันที่ทำวิจัยเรื่องยางให้กับ MRB อย่างเดียว และเงินทุนทั้งหมดมาจากรัฐบาลมาเลเซีย และ 7.ศูนย์เพาะพันธุ์ยางมาเลเซีย (Malaysian Rubber Budwood Center : MRBC) ตั้งที่เมือง Bintulu รัฐซาราวัก เมือง Kota Tinggi รัฐยะโฮร์ (Johor) และรัฐเคดะ (Kedah) เพื่อพัฒนายางพันธุ์ใหม่







