
เร่งการปฏิรูป-แก้กฎหมาย ดันอันดับทำธุรกิจขยับเพิ่ม
ธนาคารโลกให้ไทยเป็นประเทศถูกจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ ประจำปี 2561 มาอยู่ที่ลำดับที่ 26ดีขึ้น 20 อันดับ จากปีที่แล้วอยู่อันดับที่ 46 มีผลคะแนน DTF (Distance of Frontier) เป็น 77.44% เพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่ได้คะแนน 72.53% ถือเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงค์โปร์และมาเลเซีย ที่สำคัญไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศ ที่มีการปรับปรุงมากที่สุด ซึ่งสูงเป็นลำดับ 2 จากบรูไนที่มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้มากที่สุด
ธนาคารโลกให้ไทยเป็นประเทศถูกจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ ประจำปี 2561 มาอยู่ที่ลำดับที่ 26ดีขึ้น 20 อันดับ จากปีที่แล้วอยู่อันดับที่ 46 มีผลคะแนน DTF (Distance of Frontier) เป็น 77.44% เพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่ได้คะแนน 72.53% ถือเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงค์โปร์และมาเลเซีย ที่สำคัญไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศ ที่มีการปรับปรุงมากที่สุด ซึ่งสูงเป็นลำดับ 2 จากบรูไนที่มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้มากที่สุด
รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ระบุว่า การจัดอันดับดังกล่าวเป็นการวัดผลจากประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการ โดยไทยได้รับการจัดอันดับมาตั้งแต่ปี 2548 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีตัวชี้วัด 10 ตัวชี้วัด
อย่างไรก็ตาม กรมบังคับคดีมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดที่ 9 คือการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง (Enforcing Contracts) โดยดำเนินการร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม และตัวชี้วัดที่ 10 การแก้ไขปัญหาการล้มละลาย (Resolving Insolvency)
สำหรับตัวชี้วัดที่ 9 การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง ไทยได้อันดับดีขึ้นเป็นลำดับที่ 34 ดีขึ้นมากถึง 17 ลำดับ ปีที่ผ่านมาอยู่ในลำดับที่ 51 และเป็นที่ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ โดยปีที่แล้วไทยเป็นลำดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย
"คะแนน DTF ที่ได้ 67.91% ดีขึ้นจากปีที่แล้ว 2.40% (ปีที่แล้วได้ 65.51%) คะแนนที่ดีขึ้นเนื่องจากระยะเวลาในการบังคับคดีลดลง 20 วัน เป็น 100 วัน จาก 120 วัน และค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีลดลง 0.4% เป็น 2.6% จาก 3% และดัชนีคุณภาพกระบวนการยุติธรรม ได้คะแนนเพิ่มขึ้น 1 คะแนน เป็น 8.5% จากปีที่แล้วที่ได้ 7.5%
"เป็นผลจากการที่ศาลยุติธรรมมีระบบการจ่ายค่าธรรมเนียมศาลทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปีที่ธนาคารโลกยอมรับว่าระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีลดลง" รื่นวดี ระบุ
ขณะที่ตัวชี้วัดที่ 10 การแก้ไขปัญหาการล้มละลาย ไทยได้ลำดับที่ 26 ลดลงจากปีที่แล้ว 3 ลำดับ (ปีที่แล้วอยู่ที่ 23) แต่ยังคงเป็นที่ 1 ของอาเซียน ได้คะแนน DTF เป็น 75.64% ดีขึ้นจากปีที่แล้ว 1.69% (ปีที่แล้วได้ 73.95%) สำหรับการแก้ไขปัญหาการล้มละลาย ตัวชี้วัดที่ 10 มีผลคะแนนที่ดีขึ้นมาจากอัตราการรวบรวมทรัพย์คืนให้แก่เจ้าหนี้ได้สูงขึ้นเป็น 68% สูงขึ้น 0.3% จากเดิมในปีที่แล้วได้ 67.7%
อย่างไรก็ดี กรอบความเข้มแข็งของกฎหมายที่ปีนี้ได้คะแนน 12.5 ลดลงจากปีที่แล้ว 0.5 คะแนน กรมบังคับคดีจะสอบถามไปยังธนาคารโลกถึงสาเหตุ เพราะไทยได้รับคะแนนเต็ม 1 มาโดยตลอด
รื่นวดี ระบุอีกว่า ผลการประเมินที่ดีขึ้นในปีนี้มาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ 1.นโยบายของนายกรัฐมนตรีที่กำหนดให้เป็นประเด็นสำคัญของการปฏิรูป 2.การออกคำสั่ง คสช.ที่ 21/2560 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2560 ที่ปรับปรุงกฎหมายสำคัญ 5 ฉบับ รวมทั้ง พ.ร.บ.ล้มละลาย และ 3.ส่วนราชการต่างๆ ได้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้มากขึ้น
ด้าน ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า จากนี้รัฐตั้งเป้า ผลักดันให้ไทยขึ้นเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนด้านความสะดวกในการทำธุรกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 โดยจะนำข้อแนะนำจากเวิลด์แบงก์ครั้งนี้หารือกับกระทรวงการคลังวางแนวทางปรับปรุงให้มีความสะดวกในการทำธุรกิจมากขึ้นอีก
ขณะที่ธนาคารโลกระบุว่า อันดับของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ปรับขึ้นสูงมากในปีนี้ นำโดยไทยและอินเดีย เนื่องจากพยายามปรับแก้กฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น จนทำให้ปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับสหรัฐและประเทศยุโรป
เวิลด์แบงก์ระบุว่า สาเหตุที่อันดับของไทยปรับขึ้นมาจากการยกเลิกขั้นตอนการขอตราประทับบริษัท ซึ่งลดความยุ่งยากในการทำธุรกิจ รวมถึงเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อด้วยการขยายขอบเขตสินทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน







