
ผังเมืองในสมัยรัชกาลที่ 9
ดร.ธงชัย โรจนกนันท์ผู้เชี่ยวชาญด้านวางผัง สถาปัตยกรรมสำนักผังเมืองรวม กรมโยธาธิการและผังเมืองการผังเมือง เป็นศาสตร์และศิลป์ที่กำเนิดมาคู่กับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ โดย Aldo Rossi ผู้เขียนหนังสือ Architecture of City กล่าวว่า เมืองเป็น Human Artefact หรือ Products of Human Art And Workmanship หรือเป็นผลงานอันเยี่ยมยอดของมนุษย์ทั้งด้านศิลป์และการสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหลักความคิดเบื้องต้นที่มั่นคงของทฤษฎีและแนวความคิดทางผังเมืองมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 กระทั่งปัจจุบัน
ดร.ธงชัย โรจนกนันท์ผู้เชี่ยวชาญด้านวางผัง สถาปัตยกรรมสำนักผังเมืองรวม กรมโยธาธิการและผังเมือง
การผังเมือง เป็นศาสตร์และศิลป์ที่กำเนิดมาคู่กับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ โดย Aldo Rossi ผู้เขียนหนังสือ Architecture of City กล่าวว่า เมืองเป็น Human Artefact หรือ Products of Human Art And Workmanship หรือเป็นผลงานอันเยี่ยมยอดของมนุษย์ทั้งด้านศิลป์และการสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหลักความคิดเบื้องต้นที่มั่นคงของทฤษฎีและแนวความคิดทางผังเมืองมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 กระทั่งปัจจุบัน
อาณาจักรสยามและการผังเมืองมีพัฒนาการมานานตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งเป็นรัฐอิสระ เมืองเก่าทั้งหลายในยุคสุโขทัยสามารถสะท้อนตรรกะที่ Aldo Rossi กล่าวไว้ได้อย่างชัดเจน ตามหลักความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์และโหราศาสตร์ในยุคนั้น การผังเมืองบนแผ่นดินสยามถูกบันทึกมากขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และได้รับอิทธิพลจากตะวันตกในสมัยพระนารายณ์มหาราช แต่ยังคงรักษายุทธศาสตร์การป้องกันการรุกรานจากข้าศึก เนื่องจากภัยสงครามกับเมียนมายาวนานนับตั้งแต่ศึกเชียงกรานในปี 2081
ชาวตะวันตกได้บันทึกเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยา หรืออโยธยา หรือโยเดีย ไว้มากมาย ถึงความเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่และงดงามตระการตาที่สุดในตะวันออกไกล ตลอดระยะเวลากว่า 400 ปีของความรุ่งเรืองทำให้เกิดภาพความทรงจำของเมือง (Urban Image) ที่ชาวสยามภาคภูมิใจมาก และได้นำความทรงจำเหล่านั้นกลับคืนมาเมื่อครั้งสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ Sternstein ได้กล่าวในหนังสือ Portrait of Bangkok เมื่อครั้งงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีว่า กรุงเทพฯ ถูกสร้างขึ้นมาจากความทรงจำเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยายังรุ่งเรือง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการผังเมืองในสมัยรัตนโกสินทร์
การผังเมืองในยุคกำเนิดของกรุงรัตนโกสินทร์นั้น จากปี 2325 ยังคงหลักความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ โหราศาสตร์ยังมีความสำคัญ ควบคู่กับความเป็นมงคลในการกำหนดที่ตั้งและทิศทางของอาคารสำคัญในเมือง กระทั่งได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก เริ่มจากการก่อสร้างถนนสายแรกในรัชกาลที่ 4 นั่นคือ ถนนเจริญกรุง และขยายโครงข่ายถนนมากขึ้นตามผังเมืองตะวันตกในรัชกาลที่ 5 เป็นก้าวสำคัญสู่ความทันสมัย โดยโครงสร้างพื้นฐานของเมือง (Urban Infrastructure) ถูกพัฒนาครั้งใหญ่
จุดเปลี่ยนสำคัญได้แก่ การนำเทคโนโลยีในการทำแผนที่สมัยใหม่ที่เริ่มเข้ามาตั้งแต่ในรัชกาลที่ 4 ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำจากการทำแผนที่
การทำแผนที่พระนครใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปี กระทั่งแผนที่กรุงเทพฯ ที่ดีที่สุดแล้วเสร็จในปี 1936 หรือ พ.ศ. 2479
แม้องค์ประกอบสมัยของเมืองถูกพัฒนาก้าวหน้ามากในรัชกาลที่ 5 เช่น กรุงเทพฯ เป็นนครหลวงแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีระบบรถราง และเป็นโครงข่ายพัฒนาที่ดีควบคู่กับระบบรถไฟ เชื่อมโยงออกไปยังพื้นที่ห่างไกล โดยพัฒนาควบคู่กับโครงข่ายระบบคูคลองเดิม ด้วยการสร้างสะพานสูงข้ามคลองและให้เรือผ่านได้
พัฒนาการนี้อาจกล่าวได้ว่า การผังเมืองตามแนวความคิดตะวันตกจากการออกแบบเมืองและระบบสาธารณูปโภคของเมืองโดยนักบวชเยซูอิดในสมัยพระนารายณ์มหาราช จนถึงการสร้างถนนกว้างขนาดใหญ่ตามแบบกรุงปารีสในรัชกาลที่ 5 และอิทธิพลการผังเมืองจากประเทศอังกฤษ ทำให้กรุงเทพฯ และเมืองสำคัญยังมีลักษณะเป็นเมืองกระชับ หรือ (Urban Compact) ตามแบบฉบับของเมืองทั่วไปในยุโรป
เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในรัชกาลที่ 7 และการเปลี่ยนแปลงการปกครองตลอดจนความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้การพัฒนาหลายด้านชะลอและหยุดชะงักงัน เพราะไม่มีทุนสำหรับพัฒนา มีเพียงการพัฒนาโครงข่ายถนนใหม่บางแห่งด้านเหนือเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลทหารในยุคนั้น เช่น ถนนงามวงศ์วาน ถนนแจ้งวัฒนะและถนนพหลโยธิน โดยมีการตั้งค่ายทหารเพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมพื้นที่สำคัญ และเพื่อประโยชน์ในการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักได้อย่างรวดเร็ว
หลังปี 2475 รัฐสยามแตกแยกจากการแย่งชิงอำนาจ บ้านเมืองขาดการดูแลและพัฒนา ตามด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อเนื่องนานกว่า 20 ปี ของความทุกข์ยากในสังคม รัฐสยามถูกเปลี่ยนเป็นประเทศไทย แต่ทว่าการผังเมืองไม่มีบทบาทใดๆ ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง และเมืองเริ่มฟื้นตัวหลังครามสิ้นสุด โดยความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากประเทศตะวันตกอีกครั้งในปี 1949 หรือ พ.ศ. 2492 แต่ความช่วยเหลือช่วงแรกเป็นเรื่องสาธารณสุข การศึกษา และการเกษตรกรรม
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 นั้น เป็นระยะเวลาที่ประเทศไทยบอบช้ำ กำลังฟื้นฟูบ้านเมืองที่ถูกทำลายจากภัยสงคราม สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ มีความสำคัญเป็นลำดับแรกที่จักต้องซ่อมแซมและสร้างใหม่ ขณะนั้นความรู้ความเข้าใจเรื่องผังเมืองยังมีน้อย แม้พระราชบัญญัติการผังเมืองและชนบทประกาศใช้เมื่อปี 2495 แต่สังคมไทยและผู้บริหารยังไม่เห็นความสำคัญของการผังเมือง
การผังเมืองเริ่มมีบทบาทอีกครั้ง ในปี 2499 เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยวางผังนครหลวง หรือผังเมืองกรุงเทพฯ-ธนบุรี แล้วเสร็จในปี 2503 และได้ให้ความช่วยเหลือต่อมาอีกหลายปี พร้อมข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มากมายต่อเนื่องถึงปี 2519 เช่น การตั้งหน่วยงานผังเมืองเป็นอิสระเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติในอนาคต และการยกร่างพระราชบัญญัติการผังเมือง กระทั่งประกาศเป็นพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518
แม้การผังเมืองประสบอุปสรรคมาตลอด แต่ยังมีการพัฒนาความคิดด้านผังเมืองอยู่เสมอ ในวาระครองราชย์ครบ 25 ปี หรือการจัดพระราชพิธีรัชดาภิเษก เดือน มิ.ย. 2514 รัฐบาลได้สร้างถนนวงแหวนเพื่อแก้ปัญหาจราจรตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นหลักการหนึ่งที่ถูกเสนอไว้ในงานผังเมือง ปัจจุบันถนนวงแหวนถูกพัฒนาจนครบสมบูรณ์รอบกรุงเทพมหานคร การสร้างถนนรัชดาภิเษกเขตทาง 40 เมตร ขนาด 8 ช่องทางจราจร จึงเป็นถนนวงแหวนชั้นในที่ปรากฏในงานผังเมืองก่อนประกาศใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครในปี 2535
เศรษฐกิจไทยในระยะนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัญหาในเมืองจึงรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาจราจร โครงการก่อสร้างสะพานพระราม 8 ตามแนวพระราชดำริจึงเริ่มขึ้นในปี 2538 และสร้างแล้วเสร็จในปี 2545 เชื่อมโครงข่ายถนนฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี เป็นการแก้ปัญหาจราจรกรณีแรงงานฝั่งธนบุรีร้อยละ 70 ทำงานในฝั่งพระนคร ต้องข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทุกเช้าและเย็น
แนวความคิดถนนวงแหวนถูกพัฒนาต่อมา และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการตามพระราชดำริอีกหลายโครงการ โครงการขนาดใหญ่ที่กล่าวถึงมากที่สุดคือโครงการถนนวงแหวนอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงสะพานภูมิพล 1 และ 2 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมถนนสุขสวัสดิ์ ถนนปู่เจ้าสมิงพรายและถนนกาญจนาภิเษก เปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2549 ทำให้สินค้าจากภาคอุตสาหกรรมในเขตชานเมืองสะดวกรวดเร็วไม่ต้องเดินทางเข้าเขตชุมชนเมือง
นอกจากการผังเมืองที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาจราจร การป้องกันบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมืองด้วยมาตรการผังเมืองเป็นแนวทางที่กล่าวถึงมากเช่นกัน โดยเฉพาะนิยาม "แก้มลิง" ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตรัสอยู่บ่อยครั้ง โครงการหนองใหญ่ จ.ชุมพร เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริโครงการแรกในงานผังเมืองในปี 2542 ด้วยการควบคุมน้ำท่วมหลากให้ผ่านลงสู่ "หนองใหญ่" ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราว หรือทำหน้าที่เป็นแก้มลิง บรรเทาปัญหาน้ำท่วม และผันน้ำออกเมื่อปริมาณน้ำไหลหลากลดลง เป็นมาตรการด้านผังเมืองควบคู่กับการกำหนดแนวน้ำท่วมหลาก หรือฟลัดเวย์
การป้องกันน้ำท่วมตามแนวพระราชดำรินี้ ถูกประยุกต์ใช้ต่อมาในปี 2548 ในพื้นที่จ.เพชรบุรี เมื่อเกิดพายุโซนร้อนพัดผ่าน โดยนำหลักการเดียวกันที่เคยดำเนินการใน จ.ชุมพร แต่มีแนวน้ำท่วมหลากหรือฟลัดเวย์หลายแนวและยาวมากกว่า ก่อนผันน้ำ ลงทะเลที่ปึกเตียนและนายางหนองจอก เป็นการรักษาระบบนิเวศชายฝั่งที่เปราะบางของ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
อาจกล่าวได้ว่า การผังเมืองในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากปัญหาและอุปสรรคมากมายหลังประกาศใช้พระราชบัญญัติการผังเมืองและชนบท ในปี 2495 ก้าวสู่ยุคสมัยของการก้าวกระโดดในการพัฒนาเมือง ด้วยเทคโนโลยีด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศ และแนวความคิดในผังเมืองที่แผ่กว้างออกไป เกิดแนวความคิดและทฤษฎีใหม่มากมาย เช่น การเติบโตอย่างชาญฉลาด เมืองสีเขียว เมืองจักรยาน เมืองคาร์บอนต่ำ เมืองผู้สูงอายุ เมืองวิทยาศาสตร์ และเมืองตั้งรับภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Urban Climate Resilience เป็นต้น
ในมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ การผังเมืองในประเทศไทยกำลังก้าวสู่ความเป็นเมืองที่เปราะบาง หรือ Vulnerable City หลักสากลด้านการผังเมือง คือลดความเสี่ยงและลดความเปราะบางจากผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อมของเมือง โดยเฉพาะจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายในงานผังเมืองในอนาคต หากต้องเผชิญกับภัยพิบัติเมือง หรือ Urban Disaster โดยเฉพาะน้ำท่วมและพายุขนาดใหญ่







