
ต้นทุนของชีวิต
พูม ชินโชติวันนี้จะมาเล่าประสบการณ์จริงของผมเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนบางคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีต้นทุนชีวิตที่ดี ทำให้ไม่สามารถหลุดจากชีวิตที่ลำบากได้ แล้วคุณคิดว่าจากแม่บ้านทำความสะอาดโรงแรมจะมาเป็นเจ้าของโรงแรมนั้นมันยากหรือเปล่าครับ
พูม ชินโชติ
วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์จริงของผมเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนบางคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีต้นทุนชีวิตที่ดี ทำให้ไม่สามารถหลุดจากชีวิตที่ลำบากได้ แล้วคุณคิดว่าจากแม่บ้านทำความสะอาดโรงแรมจะมาเป็นเจ้าของโรงแรมนั้นมันยากหรือเปล่าครับ
มีคนมากมายที่เวลารู้จักผมก็จะบอกต่อว่า อ๋อก็คนเรามันมีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน เค้าไม่ได้เกิดมาในครอบครัวหรือพ่อแม่ที่รวยแล้วเค้าจะทำโรงแรมได้ยังไงล่ะ
อย่างผมมันมีต้นทุนชีวิตมามันก็สามารถต่อยอดได้เร็วกว่าคนอื่นที่ไม่มีต้นทุนชีวิต หลังจากนั้นผมก็ได้ถามเค้าว่าต้นทุนชีวิตในความหมายของเค้า มันแปลว่าอะไร
คนที่ผมพูดอยู่นั้นคือคนที่มีประสบการณ์และความรู้และพยายามพัฒนาตัวเองเหมือนหลายๆ คนเขาไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้เลย เขาบอกผมว่าถ้าผมไม่มีที่ดินหรือทรัพย์สินปลอดภาระและผมจะไปกู้เงินได้ยังไง
เพราะจากประสบการณ์ที่เค้าเคยเจอมา จะกู้ได้ต้องมีหลักทรัพย์หรือมีเงินนั่นแหละ ไม่งั้นจะเริ่มต้นได้ยังไงธนาคารที่ไหนจะให้กู้ นั่นแสดงถึงการอ่อนต่อโลกของคนที่ถามมา มันมีวิธีเริ่มต้นมากมายหลายทางที่คนอยากจะรวยต้องหาทางให้มากกว่าคนทั่วไปเป็นร้อยๆ เท่า
ผมเอาวิธีมาจากไหนนะหรือ? ก็จากการที่ฟังคลิปของคนที่ประสบความสำเร็จมาเกือบร้อยคนทั้งในและนอกประเทศ คนละ 30 รอบ ฟังทุกเช้าที่รถรับส่งพนักงานมารับ จนผมจับเอาเคล็ดลับแต่ละคนมาผสมกันเป็นแนวทางตัวเอง เรียกได้ว่าผมรู้จักทุกคนแม้เค้าจะไม่รู้จักผมเลย
แล้วคนเดิมยังมาถามผมอีกไม่มีเงินจะเริ่มไงดี ผมแนะนำว่าซื้อหวยเถอะครับ ถ้าพยายามไม่เป็นก็เสี่ยงดวงโลด
เหมือนสิ่งที่ผมเจอมาสมัยยังทำงานประจำอยู่ จนพบปรัชญาของการทำให้สำเร็จ สิ่งที่เจอมาโดยตลอดก็อย่างเช่น
"เฮ้ย พูม ทำไมเสียเงิน เสียเวลามากมาย ไปทำอะไรเสี่ยงๆ ทำไมละ" นี่คือประโยคที่จำฝังในใจของผมสมัยที่ยังทำงานประจำอยู่ ที่มาคือสมัยที่ยังทำงานประจำ ผมจะเป็นคนที่ชอบกู้เงินไปลงทุนนั่นนี่และเจ๊งประจำ จนเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานแซวตลอดว่า เสียดายเงินและเวลาจริงๆ
หลังจากนั้น 2-3 ปี ผมก็สามารถทำความสำเร็จแรกให้ชีวิตได้ หลังจากนั้นผมได้มองย้อนกลับไป อะไรนะ!! มันถึงทำให้เราสู้มาได้ฝ่าฟันคำพูดกัดเจ็บๆ ของคนอื่นมา จนในที่สุดก็ได้เข้าใจว่าจริงๆ มันก็คือ ปรัชญาความสำเร็จของผมตอนนี้
นั่นคือ "ควรขยันในขณะที่คนอื่นขี้เกียจ" อย่าเพิ่ง "งง" ไป ในตอนที่คนอื่นตั้งตากันทำงานผมก็ตั้งใจทำงาน แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่รักและมีอนาคตกับมัน ในขณะที่เวลาคนอื่นขี้เกียจ วันหยุดพักผ่อนเที่ยวเล่น ผมจะชอบทำงานอื่นที่มันจะทำให้เรามีอนาคตและเป็นสิ่งที่เรารักด้วย
ผลของสิ่งที่เราทำคืออะไรน่ะหรือครับ ในวันหยุดที่ทุกคนนอนอยู่บ้าน ผมเอาเวลามาอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง จนสภาพจิตใจดี อดทน และบางทีก็เอาเวลาบางส่วนไปดูอสังหาฯ อย่างคอนโด ที่ดิน เพื่อเก็บเอาไว้ในอนาคต ผ่านมา 3 ปี คอนโดที่ผ่านการหาเปรียบเทียบมา มีคนมาสนใจซื้อจนได้กำไรมากกว่า 20%
นั่นละคือ สิ่งที่ควรขยัน ในขณะที่คนอื่นขี้เกียจ แล้วมาเป็นคนประเภทเดียวกันดูครับ ติดตามหนังสือเล่มใหม่ของผม Hostel พลิกชีวิตได้ที่ร้านหนังสือครับ







