
อาเบะนำญี่ปุ่นสมัย 3 ชูฟื้นกองทัพ ดันปฏิรูปศก.
แม้จะเป็นการเลือกตั้งที่ทุลักทุเลเพราะเจอฤทธิ์พายุไต้ฝุ่นลังที่มีความรุนแรงในระดับ 4
โดย นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้จะเป็นการเลือกตั้งที่ทุลักทุเลเพราะเจอฤทธิ์พายุไต้ฝุ่นลังที่มีความรุนแรงในระดับ 4 แต่ก็คงไม่มีเซอร์ไพรส์ใดๆ ที่จะขวางการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเป็นสมัยที่ 3 ของ "ชินโสะ อาเบะ" และสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
ผลสำรวจความเห็นประชาชน จากโพลหลายสำนักล้วนระบุตรงกันว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ที่นำโดยอาเบะ จะได้ครองเสียงส่วนใหญ่ 2 ใน 3 ของสภาทั้งหมด 465 ที่นั่ง เอาชนะพรรคแห่งความหวังของนักการเมืองหญิงดาวรุ่งผู้เป็นแม่เมืองโตเกียวอย่าง "ยูริโกะ โคอิเคะ" ไปได้แบบทิ้งห่างที่ราว 67% ต่อ 14% โดยหนังสือพิมพ์ใหญ่ 3 ฉบับได้แก่ ไมนิจิ ซันเคอิ และนิกเกอิ ให้แอลดีพี ชนะไปด้วยที่นั่ง 324 320 และ 293 ตามลำดับ
เท่ากับว่าชาวแดนอาทิตย์อุทัยกำลังลงฉันทามติเลือกเส้นทางต่อเนื่องแห่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางทหารที่คาดเดาได้ยากไปพร้อมกัน จากการเลือกอาเบะและพลพรรคอนุรักษนิยมฝ่ายขวาในครั้งนี้
จุดที่สร้างเครดิตในชัยชนะครั้งนี้มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องกับตลาดหุ้นที่ปิดบวกได้ยาวนานต่อเนื่องที่สุดหลายสิบปี ดัชนีนิกเกอิปิดบวกได้ติดต่อกันยาวนานที่สุดในรอบกว่า 50 ปี ภาคเอกชนโดยเฉพาะในกลุ่มการผลิตและส่งออกกลับมาฟื้นตัวได้อย่างสดใสที่สุดในรอบ 10 ปี พร้อมตัวเลขจีดีพีที่ขยายตัวได้ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน หรือยาวนานที่สุดในรอบทศวรรษ
จุดนี้ย่อมต้องให้เครดิตกับนโยบาย ลูกศร 3 ดอก หรือ "อาเบะโนมิกส์" ที่ใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินเพิ่มการใช้จ่ายทางการคลัง และผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นจากผลพวงหลังวิกฤตการณ์ภาคการเงินปี 2008 เป็นต้นมา
ในมุมนโยบายเศรษฐกิจอีก 4 ปีหลังจากนี้คงแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากนโยบายเดิมที่วางไว้ ทั้งการคงการผ่อนคลายทางการเงินและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป เพียงแต่จะต้องรีดเร้นนโยบายอาเบะโนมิกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะใน 2 เรื่องหลัก คือ การปฏิรูปภาคเอกชน และการขึ้นภาษีการบริโภค หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า อาเบะจะเดินหน้าขึ้นภาษีแวตจาก 8% เป็น 10% ในเดือน ต.ค. 2019 ตามที่ประกาศเอาไว้หลังจากเลื่อนมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งในครั้งนี้รัฐบาลแอลดีพีระบุว่าจะไม่มีทางเลื่อนออกไปอีก ยกเว้นแต่จะเกิดมหันตภัยแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ หรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรง แบบเลห์แมน บราเธอร์ส ครั้งใหม่ขึ้นมาเท่านั้น
แม้การขึ้นภาษีขายจะส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน แต่ญี่ปุ่นเองก็ไม่มีทางเลือกมากนักเพื่อพิจารณาจากข้อจำกัดด้าน "ประชากรศาสตร์" ที่ไม่ใช่เพียงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั่วไปแบบประเทศอื่นๆ แต่เป็นสังคมผู้สูงอายุในระดับเข้มข้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณด้านสังคมมหาศาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งกับการดูแลผู้สูงอายุ การลงทุนด้านเทคโนโลยีรองรับการขาดแคลนแรงงาน และการลงทุนในเด็กเพื่อสนับสนุนให้คนมีลูก เช่นที่ อาเบะเพิ่งประกาศงบประมาณรายจ่าย 2 ล้านล้านเยน (เกือบ 6 แสนล้านบาท) ไปเมื่อเดือนก่อน โดยส่วนหนึ่งเป็นงบให้เด็กอายุ 3-5 ขวบ ได้เรียนเตรียมอนุบาลฟรี และเป็นงบช่วยดูแลเด็ก อายุต่ำกว่า 2 ขวบ สำหรับครอบครัว ที่มีรายได้ต่ำ
หากไม่เร่งหารายได้เข้ารัฐเพิ่มในยุคสังคมผู้สูงอายุเข้มข้น ญี่ปุ่นจะยิ่งมีปัญหาด้านสมดุลการคลังยิ่งขึ้นไปอีก จากปัจจุบันที่มีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีถึงเกือบ 240% และสูงเป็นลำดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลก เริ่มฟื้นตัวจนดันให้จีดีพีญี่ปุ่นโตต่อเนื่อง 6 ไตรมาส และการส่งออกขยายตัวจนเกินดุลการค้าเกือบ 38% ในเดือน ก.ย. ทำให้คาดว่าการขึ้นแวตจะไม่เจอแรงต้านมากเท่ากับในช่วงที่ผ่านมา
สิ่งที่ดูจะเป็นปัญหาใหญ่กว่าการรีดภาษีกลับเป็น "การปฏิรูปเศรษฐกิจ" ซึ่งเป็นศรดอกที่ 3 ที่ยังทำได้ไม่สำเร็จชัดเจนนักในอาเบะโนมิกส์ โดยเฉพาะ "การสร้างความโปร่งใสในภาคเอกชน" ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่สะเทือนความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมาหลายสิบปีของอุตสาหกรรม เมด อิน เจแปน ในขณะนี้
เพราะนอกจากตลาดหุ้นที่พุ่งทุบสถิติ การส่งออกที่กลับมาขยายตัวอย่างร้อนแรง และผลประกอบการภาคเอกชนที่ฟื้นตัวดีขึ้นนั้น ยุคสมัยของอาเบะเองก็ยังได้ชื่อว่าเป็นยุคที่ญี่ปุ่นเผชิญเรื่องอื้อฉาวทางธุรกิจมากที่สุดด้วย ทั้งกรณีการตบแต่งบัญชีของบริษัท โตชิบา การปกปิดข้อมูลของบริษัทถุงลมนิรภัยทากาตะ กรณีความหละหลวมในการตรวจสอบรถยนต์ของ นิสสัน มอเตอร์ และล่าสุดกับกรณีการโกงข้อมูลนานนับ 10 ปี ของบริษัท โกเบ สตีล ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 3 ในญี่ปุ่น
ปัญหาเรื่องวัฒนธรรมในองค์กรการทำงานของญี่ปุ่นนั้นนับเป็นหนึ่งในปัญหาที่ฝังรากลึกและยากที่จะแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบอร์ดบริหารที่เต็มไปด้วยคนญี่ปุ่นจนขาดแนวคิดและแนวปฏิบัติอื่นๆ หรือวัฒนธรรมการปกป้ององค์กรแบบผิดๆ ด้วยการปกปิด เหล่านี้เป็นเรื่องรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามผลักดันการสร้างบรรษัท ภิบาลมาแล้ว แต่ก็ยังเป็นไปอย่าง เชื่องช้า ท่ามกลางการจับตามองว่า อาเบะจะเข้ามาจัดการปัญหาใน โกเบ สตีล ที่ตนเองเคยทำงานมาก่อนจะลงเล่นการเมืองหรือไม่ และอย่างไร
และอีกหนึ่งความท้าทายหลักที่คาดว่าจะเปลี่ยนทิศทางของญี่ปุ่นครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปีมานี้ ก็คือเรื่อง "การทหาร" กับการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อปรับบทบาทของกองกำลังญี่ปุ่นเพื่อเปลี่ยนจากการตั้งรับไปเป็นเชิงรุกได้มากขึ้น
อาเบะได้ประกาศเมื่อช่วงกลางปีนี้ในช่วงการครบรอบ 70 ปี การสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใฝ่สันติที่ร่างโดยสหรัฐว่า รัฐบาลเตรียมผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและประกาศใช้ภายในปี 2020 ซึ่งจะถือเป็นครั้งแรกของการกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ต่างจากการตีความในมุมมองใหม่ตลอดช่วงที่ผ่านมา เพื่อเปิดทางให้ญี่ปุ่นมีกองทัพได้อย่างเป็นทางการ และเปิดช่องให้กองทัพสามารถดำเนินการในเชิงรุกเพื่อป้องกันตนเองได้มากขึ้น ต่างจากปัจจุบันที่ทำได้เพียงตั้งรับอย่างเดียว
การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีกำลังตึงเครียด จนเปิดโอกาสสร้างความชอบธรรมให้สายเหยี่ยวฝ่ายขวาในญี่ปุ่น จะเป็นตัวแปรหลักที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่เฉพาะในญี่ปุ่น แต่สะเทือนไปทั่วเอเชีย โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้หลังจากนี้ ซึ่งปัจจุบัน จีนกำลังเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพอย่างมีนัย ขณะที่เกาหลีใต้นั้นแม้จะร่วมมือกันอยู่ในเรื่องภัยเกาหลีเหนือ แต่ก็มีข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะกันอยู่เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม อีสต์เอเชียฟอรัม ได้วิเคราะห์ไว้ว่าการจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายไปเสียทีเดียว เพราะ อาเบะได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงไปแล้วเมื่อปี 2015 และอาจมีแรงต้านของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ซึ่ง อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลเอง รวมถึงตัว อาเบะเองก็มีข่าวพัวพันฝ่ายขวาจัดที่ทำให้หลายคนยังคลางแคลงใจ
การได้เสียงสนับสนุนท่วมท้นกว่า 2 ใน 3 พร้อมการขึ้นเป็นผู้นำญี่ปุ่นสมัยที่ 3 คนแรกในประวัติศาสตร์ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังไปได้สวย อาจช่วยให้ อาเบะเดินหน้านโยบายต่างๆ ได้ แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมือง ไปพร้อมกัน ก็ล้วนเป็นเรื่องหินบนเส้นทางสายยาวที่อาจไม่ได้ง่ายนักเช่นกัน







