
Event Risk ความเสี่ยงจากสถานการณ์
.....รศ.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
เหมือนรัฐบาลช่วงนี้กำลังชื่นมื่นกับภาพรวมเศรษฐกิจที่สดใส โดยคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้อาจโต 78% และปีหน้าก็จะโตต่อเนื่องอีก 45% ตลาดหุ้นแค่เปิดสัปดาห์ก็พุ่งไปอีก 10 กว่าจุด จ่อที่ 1,000 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้เห็นมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540
การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนก็ทะลุเป้า นี่ได้ถ้าแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐด้วยแล้ว มีหวังได้เห็นการเติบโตระดับตัวเลข 2 หลักเป็นแน่
นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย ทำให้เราอยู่ในระดับแนวหน้าของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ทำเอาสะบักสะบอมไปทั้งโลกเมื่อปีสองปีที่แล้ว
แม้ว่าจะมีปัญหาภายในที่เรายังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกวันในขณะนี้ หรือเรื่องความไม่สงบทางการเมือง และสถานการณ์ความรุนแรงที่มี
“บึ้ม” อยู่เป็นระยะๆนี่ยังไม่รวมเรื่องมาบตาพุด และโครงการประมูลใบอนุญาต 3G ที่ถูกระงับไป ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นและความไม่แน่นอนในอนาคตของการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่ควรชะล่าใจเป็นอย่างยิ่ง คือ สถานการณ์พลิกผันที่อาจทำให้วิมานที่ก่อตัวอย่างสวยหรูในขณะนี้พังทลายลงในพริบตา ซึ่งฝรั่งเรียกความเสี่ยงจากสถานการณ์ในลักษณะนี้ว่า Event Risk โดยความเสี่ยงชนิดนี้สะท้อนความเป็นไปได้ของความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง
สำหรับประเทศหนึ่งๆ (ที่ไม่ด้อยพัฒนา) เหตุการณ์เหล่านี้มักไม่ค่อยเกิดขึ้น หรือนานๆ ถึงจะมีสักครั้ง และมักจะคาดเดาลำบากว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร หรือมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้บริหารความเสี่ยงดังกล่าว จึงต้องเป็นการทดสอบภายใต้วิกฤต หรือ Stress Test ที่เขียนไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้
ความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่หนังสือฝรั่ง (Financial Risk Manager Handbook ของ Jorion ฉบับปี 2552 หน้า 265) รวบรวมมา ได้แก่ การเปลี่ยนรัฐบาลซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปถึงการเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจ (ซึ่งบ้านเราตอนนี้ก็กำลังลุ้นอยู่ว่าพรรครัฐบาลจะถูกยุบหรือไม่) การเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบายด้านดอกเบี้ยค่าเงิน
มาตรการด้านภาษีและกฎหมายต่างๆ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการควบคุมเงินทุน (ซึ่งก็ลุ้นอีกว่าแบงก์ชาติจะออกมาตรการอะไรเพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรและการแข็งค่าของเงินบาท) ความไม่สงบทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติรัฐประหาร สงครามกลางเมือง การรุกรานของต่างชาติและสถานการณ์ความรุนแรง (เช่น ม็อบและระเบิดกวนเมืองที่ไม่เว้นแต่ละวัน) และสุดท้ายคือการลดค่าเงิน (ซึ่งเราคงไม่ทำอีก หลังจากที่เคยทำมาแล้วเมื่อ 13 ปีก่อน)
ในหนังสือเล่มดังกล่าวยังทิ้งท้ายอีกว่า ความเสี่ยงเหล่านี้มักเกิดในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในประเทศกำลังพัฒนา (Developing Countries) ซึ่งมักจะขาดเสถียรภาพทางการเมือง
ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว ผู้จัดการความเสี่ยงจึงควรคาดการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสินทรัพย์และการดำเนินธุรกิจของบริษัท
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพบ้านเราตอนนี้ค่อนข้างอ่อนไหวกับความเสี่ยงจากสถานการณ์ในกรณีต่างๆ ที่กล่าวมา ซึ่งเราควรเตรียมตัวและเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้โดย
“ไม่ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ประมาท”เพราะเราตอนนี้ดูเหมือนเข้าข่ายในทุกข้อของความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ฝรั่งเรียบเรียงมา







