
กลุ่มหลักทรัพย์ได้ดีแต่แข่งแรง
....บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
ผลจากการที่ไตรมาส 3 ปี 2553 ดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาส 2 ดันมูลค่าการซื้อขายเติบโต 61.2% มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วงไตรมาส 3 (1 ก.ค.24 ก.ย.) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่องจากไตรมาส 2 โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 4.15 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อวันประมาณ 35,833 ล้านบาท จาก 23,498 ล้านบาท จึงทำให้มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2553 จึงเท่ากับ 26,183 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่ 17,853 ล้านบาท/วัน
สัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นเป็น 65% จาก 58% ในไตรมาส 2 ขณะที่สัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติลดลงเป็น 15.7% จากไตรมาส 2 ที่ 21.8% กองทุนในประเทศและพอร์ตโบรกเกอร์สัดส่วนทรงตัวจากไตรมาสก่อนที่ 7.6% และ 11.1% ตามลำดับ หากไม่รวมมูลค่าการซื้อขายของพอร์ตโบรกเกอร์มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันนับจากต้นปีเท่ากับ 22,900 ล้านบาท
การปรับตัวขึ้นของดัชนีและมูลค่าซื้อขายนับว่าส่งผลดีต่อกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ แต่การแข่งขันในธุรกิจนี้ทวีความรุนแรง ตามการทยอยเปิดเสรีค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่เริ่มต้นในปีนี้
หุ้นที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ทำการวิเคราะห์คือ บล.เอเซีย พลัส (ASP) มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงที่สุด 35% จากเดือน ส.ค. ตามด้วย บล.ภัทร (PHATRA) และ บล.บัวหลวง (BLS) เพิ่มขึ้น 25% และ 20% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง ยังมีมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มหลักทรัพย์ แม้ว่าตลาดหุ้นยังสดใสมูลค่าการซื้อขายคึกคัก แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมยังกดดันค่าธรรมเนียม แต่ระยะสั้นมุมมองยังสดใส ในเดือน ต.ค. คาดว่าปริมาณการซื้อขายจะยังคงคึกคักจากเงินทุนไหลเข้าและการเริ่มเข้ามาเก็งกำไรผลประกอบการงวดไตรมาส 3 โดยเชื่อว่ามูลค่าการซื้อขายไม่รวมพอร์ตโบรกเกอร์ในงวดไตรมาส 4 เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท/วัน
แนวโน้มผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 คาดว่ากำไรจะเติบโตทั้ง 3 บริษัทที่ทำการวิเคราะห์ ถึงแม้ว่า PHATRA และ BLS จะมีส่วนแบ่งการตลาดลดลงจากไตรมาส 2 แต่มีรายได้จากงานวาณิชธนกิจเข้ามาชดเชย โดย PHATRA จบธุรกรรมหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท การบินไทย (THAI) ได้ในเดือน ก.ย. และ BLS จบงานการซื้อกิจการของบริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF)
ส่วนมุมมองระยะยาวยังเป็นลบต่ออุตสาหกรรม โดยเชื่อว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมยังคงมีอยู่โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีการซื้อขายต่อวันสูงกว่า 20 ล้านบาท และจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อใกล้เปิดเสรีเต็มรูปแบบในปี 2555 ดังนั้นจึงปรับสมมติฐานมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปี 2553 และ 2554 ขึ้นเป็น 2.5 หมื่นล้านบาท จากปริมาณการซื้อขายที่พลิกฟื้นอย่างแข็งแกร่งในงวดไตรมาส 3 ทำให้ต้องปรับสมมติฐานมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันไม่รวมพอร์ตโบรกเกอร์ของปี 2553 และ 2554 ขึ้นเป็น 2.5 หมื่นล้านบาท จากเดิม 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากอ้างอิงส่วนแบ่งการตลาดของ ASP BLS และ PHATRA ที่ 5.2% 4.5% และ 4% ตามลำดับ จะได้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 และ 2554 ของ ASP ที่ 465 ล้านบาท และ 470 ล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้ บล.กิมเอ็ง ได้ปรับกำไรสุทธิปี 2553 และ 2554 ของ BLS ขึ้นเป็น 284 ล้านบาท และ 278 ล้านบาท ตามลำดับ และปรับกำไรสุทธิปี 2553 และ 2554 ของ PHATRA เป็น 479 ล้านบาท และ 481 ล้านบาท ตามลำดับ
“เราประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์โดยอิงสัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E ) ปี 2554 ที่ 12 เท่า ดังนั้นจึงปรับราคาเหมาะสมของหุ้น ASP ขึ้นเป็น 2.68 บาท BLS ปรับขึ้นเป็น 18.20 บาท และ PHATRA ขึ้นเป็น 27 บาท”หุ้นเด่นในกลุ่มแนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว BLS เพราะราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับขึ้น บริษัทได้เปรียบจากการมีบริษัทแม่เป็นธนาคารกรุงเทพ ทำให้มีงานวาณิชธนกิจเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วน ASP และ PHATRA ราคาหุ้นปรับตัวสะท้อนปัจจัยบวกไประดับหนึ่งแล้วจนทำให้ไม่มีส่วนต่างจากราคาเหมาะสมของเรา จึงแนะนำขาย หากพิจารณามูลค่าการซื้อขายในไตรมาส 3 ปี 2553 (ถึงวันที่ 24 ก.ย.) เทียบกับไตรมาส 2 ปี 2553 จะเห็นว่าทั้ง 3 บริษัทมีมูลค่าซื้อขายเพิ่มขึ้น โดย ASP โต 61.36% BLS โต 39.89% และ PHATRA โต 45.2% ASP ยังสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในอันดับ 3 ได้ตลอดทั้งปี ขณะที่ BLS เคยรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้ที่ประมาณ 4.74.8% รั้งอันดับ 4
–5 ในช่วงครึ่งปีแรก แต่กลับร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 9 โดยมีส่วนแบ่งการตลาดของงวดไตรมาส 3 ที่ 4.14%ที่น่ากังวลคือ PHATRA มีส่วนแบ่งการตลาดลดลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จากเคยรั้งอันดับ 6 ในไตรมาส 1 ปี 2553 ที่ส่วนแบ่งการตลาด 4.62% มาเป็นอันดับที่ 11 ในไตรมาส 3 ปี 2553 และมีส่วนแบ่งการตลาดลดลงเหลือ 3.61%







