posttoday
จะเก่งได้ ไม่ใช่โชคช่วย

จะเก่งได้ ไม่ใช่โชคช่วย

22 ตุลาคม 2560

สมัยยังเป็นนักเรียน คุณครูจะสอบวัดผลอย่างไรก็ต้องตามใจคุณครู

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]

สมัยยังเป็นนักเรียน คุณครูจะสอบวัดผลอย่างไรก็ต้องตามใจคุณครู แต่เมื่อเรียนจบมาทำงานแล้ว แทนที่จะได้ทำงานแบบชิลๆ ใครจะคิดละคะว่าต้องมาอ่านหนังสือเตรียมสอบกันเป็นบ้าเป็นหลัง เพราะมาเจอประธานบริษัทคนใหม่ที่ชื่อว่า คิม วังจุง...

เรื่องของประธานคิมนี้ เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ทว่ายังคงเป็นตำนานที่กล่าวอ้างถึงกันในบริษัทมาจนปัจจุบัน...ประธานคิมชอบให้ทุกคนอ่านหนังสือ ตัวท่านเองก็อ่านหนังสืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 เล่ม "เชกา" เคยไปเยี่ยมบ้านท่านที่เกาหลีพบห้องหนังสือที่ ฝาผนังด้านหนึ่งเป็นชั้นหนังสือสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ด้านยาวจากผนังหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งก็หลายเมตรอยู่ ท่านบอกว่า "เนี่ย เป็นคลังสมองของคนอื่น ที่ฉันสะสมมาตั้งแต่เรียนจบ เกือบจะ 40 ปีแล้ว" ประธานคิมจะเก็บหนังสือดีๆ ที่ชอบไว้ ส่วนที่เหลือให้คนรู้จักไปบ้าง บริจาคไปบ้าง ค่าหนังสือหมดไปเป็นล้านบาท ส่วนความรู้ที่ถอดรหัสมาจากหนังสือประธานคิมเอามาใช้กับพวกเรา

จะเก่งได้ ไม่ใช่โชคช่วย

เมื่อมาเป็นประธานบริษัทในเมืองไทย นิสัยชอบอ่านของท่านก็ได้ "เผื่อแผ่" มาถึงกลุ่มผู้จัดการแผนก-ฝ่ายในบริษัทก่อน ทุกคนจะมีรายการหนังสือ "บังคับอ่าน" ที่คัดมาให้แล้วอยู่ในมือ 20 เล่ม ซึ่งต้องอ่านให้จบใน 1 ปี ส่วนใหญ่เป็นหนังสือภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ เพราะหนังสือที่ท่านอ่านก็เป็นภาษาเกาหลีที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ เช่น Who moved my Cheese? หรือ The Seven Habits of Highly Effective People...หนังสือพวกนี้ ได้รับการแปลหลายภาษาทั่วโลก โดยเฉพาะที่เกาหลีซึ่งเป็นเจ้าแห่งการแปล ของจริง ในศูนย์หนังสือใหญ่ๆ เช่น เคียวโบ จะมีแผนกขายหนังสือแปลจากภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาเกาหลีที่ใหญ่มาก หนังสือดังๆ มีทุกเล่ม และเคยพบหนังสือที่นักแปลเกาหลีแปลจากภาษาไทยพิมพ์ออกมาขายด้วยค่ะ

การแปลเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิดและสื่อสารไปยังคนต่างสังคมที่สำคัญมาก คนต่างชาติจะรู้ได้ว่าเรามีพื้นฐานความคิดและมีวิธีการคิดอย่างไรจากหนังสือที่ "ตัวสื่อกลาง" (ก็คือผู้แปล) ได้ถ่ายทอดออกไป หนังสือเกาหลีหลายเล่มได้รับรางวัลดีเด่นระดับนานาชาติ ก็เพราะมีคนต่างชาติที่รู้ภาษาเกาหลีแปลเป็นภาษาที่ตนถนัด หากต้องการให้นักเขียนไทยโด่งดังในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ต้องช่วยกันแปล ผลงานหนังสือของพวกเขาออกเป็นภาษาอังกฤษเยอะๆ ค่ะ...ที่เกาหลีเขาเก่งเรื่องนี้ มีหน่วยงานอิสระของรัฐทำหน้าที่คัดหนังสือเกาหลีดีๆ ร่วมกับสำนักพิมพ์มาแปลเป็นภาษาต่างประเทศที่คนในโลกใช้เยอะ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาฝรั่งเศสเลยนะคะ จึงทำให้ทุกวันนี้นักเขียนของเขาเริ่มมี ชื่อเสียงในระดับโลก

ช่วงหลังประธานคิมสะสมหนังสือเล่มน้อยลงเพราะอ่านออนไลน์เยอะขึ้น อย่างไรก็ตาม ชนชาติเกาหลียังคงติดอันดับนักอ่าน ระดับต้นๆ ของโลก และหนังสือที่พิมพ์ออกมาเป็นเล่มยังคงมียอดขายที่ต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนที่เป็นนักอ่านตัวจริงยังคงซาบซึ้งกับการไปเดินเลือกซื้อหนังสือ ยังคงชอบที่จะสัมผัสกระดาษและหมึกพิมพ์ในรูปแบบเดิม คล้ายๆ กับชนชาติยุโรป เช่น อังกฤษ ที่เรายังคงเห็นคนนั่งอ่านหนังสือเล่ม หนังสือพิมพ์ ในรถไฟฟ้าใต้ดิน

เมื่อผู้จัดการในบริษัทได้เริ่มอ่านหนังสือตามรายการ แต่ละคนจะบ่นและมีข้ออ้างเรื่องเวลา ต้องเลี้ยงลูกบ้าง ทำงานกลับไปเหนื่อยบ้าง เสาร์-อาทิตย์ต้องช่วยพ่อตาขายของในร้านของครอบครัวภรรยาบ้าง (เรื่องนี้หาก ไม่ทำอาจอันตรายถึงแก่ชีวิต) ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ทุกคนทำสรุปย่อส่งมาว่า "อ่านแล้วได้อะไร มีความคิดเห็นอย่างไร"

ยังไม่พอ หลังจากนั้นจะมีการเสวนาโดยให้ทุกคนมาเล่าให้ฟังและวิพากษ์กันโดยที่ประธานคิมนั่งเป็นประธานอยู่หัวโต๊ะ ท่านจะคอยฟังและสังเกตว่าพวกผู้จัดการทั้งหลายนี่ อ่านกันมาจริงไหม หรือว่าแค่ไปลอกสรุปย่อที่คนอื่นๆ ทำมาแล้วเอามาส่ง หลายๆ คนเก่งขึ้น กล้าพูด มั่นใจขึ้นเพราะไปอ่านหนังสือมา...นี่เป็นการทวนสอบของประธานค่ะ

จะเก่งได้ ไม่ใช่โชคช่วย

การวัดความรู้ของคนด้วย "การทวนสอบความรู้" ทำได้หลายวิธีค่ะ เช่น การเขียนรายงาน สอบข้อเขียน สอบปากเปล่า การให้ทำให้ดู การสอนคนอื่นให้กรรมการสอบดู ส่วนประธานคิมชอบใช้วิธีผสมผสาน เมื่อจัดการกับความรู้ของผู้จัดการเสร็จแล้ว มาวันหนึ่งก็ถึงคิวของพนักงานอื่นๆ เมื่อท่านตั้งคำถามว่า "เธอรู้ไหมว่าพนักงานฝ่ายผลิตของเรามีความรู้ในงานของตัวเองกี่ %"...อึ้งกันเลยสิคะ เพราะยังไม่เคยวัดระดับกันเป็นเรื่องเป็นราว มีแต่การฝึกอบรมและประเมินผลตามระบบ ISO เท่านั้น...

อนึ่ง การได้การรับรองมาตรฐาน ISO นี่ ถือเป็นมาตรฐานสากลนะคะ แต่เอาเข้าจริงก็ยังมีช่องโหว่อีกมากมายที่ "คนวงใน" ในองค์กรที่ทำระบบมาตรฐานจะรู้... ISO เป็นการรับรอง "กระบวนการผลิต" ของสินค้าและบริการ ว่าทำงานกันอย่างมีระบบและมีการป้องกันความเสี่ยงในกระบวนการไม่ให้เกิดความผิดพลาด "แต่ไม่ได้ประทับรับรองตัวสินค้า" นะคะ

ตั้งแต่นั้นมาเราจึงให้มีการทวนสอบ ความรู้ของพนักงานฝ่ายผลิตที่ต้องทำงานในสายการผลิตจริง เพื่อที่จะรู้ว่าใครเก่งจริง แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น พนักงานจะหยุดงานออกมาจากสายการผลิตไม่ได้ เพราะต้องเดินเครื่องกันตลอด 24 ชั่วโมง คนเปลี่ยนกะทำงานเสร็จออกมาก็เหนื่อยเกินกว่าที่จะให้มานั่งสอบกันอีก ดังนั้น เราจึงใช้วิธี "สอบเชิงรุก" โดยเข้าไปสอบปากเปล่า และให้พนักงานทำให้ดูในสายการผลิตเลย ในกระบวนการที่มีพนักงานใหม่เราก็ให้ผู้สอบสอนพนักงานใหม่ให้เราดู...นี่เป็นวิธีวัดความรู้ของพนักงานปฏิบัติการที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก

การทวนสอบวัดระดับความรู้ที่อยู่ในตัวคน ที่เรียกว่า Tacit Knowledge จึงเป็นหัวข้อที่เราใช้เป็น "ตัวชี้วัดตัวที่ 7" ซึ่งเป็นตัวแปรตัวสุดท้ายในการประเมิน "ทุนทางปัญญา" ของพนักงานใน "โครงการชุบชีวิตองค์กรให้สาวขึ้น" ที่ได้พูดถึงมาหลายสัปดาห์ต่อเนื่องกันค่ะ...

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล