
ธุรกิจสร้างเว็บบูม รับสินค้าลุยออนไลน์
เรื่อง | รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ช่องทางอี-คอมเมิร์ซ การทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเป็นเหมือนเดสติเนชั่นที่ผู้ประกอบการจะเข้าไปทำกันเพื่อรองรับกับพฤติกรรมการช็อปปิ้งทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจให้บริการเว็บไซต์ และบริการการตลาดออนไลน์จึงเฟื่องฟูอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือ "คลิกเน็กซ์"
เรื่อง | รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ช่องทางอี-คอมเมิร์ซ การทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเป็นเหมือนเดสติเนชั่นที่ผู้ประกอบการจะเข้าไปทำกันเพื่อรองรับกับพฤติกรรมการช็อปปิ้งทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจให้บริการเว็บไซต์ และบริการการตลาดออนไลน์จึงเฟื่องฟูอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือ "คลิกเน็กซ์"
เจนจีรา นุ่มประเสริฐ กรรมการ อํานวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท คลิกเน็กซ์ ผู้นำการให้บริการเว็บไซต์และบริการการตลาดออนไลน์ เปิดเผยว่า ในปีนี้เริ่มเห็นเทรนด์ที่ชัดเจนสำหรับธุรกิจของไทยที่ต้องการเปิดเว็บไซต์เพื่อดำเนินธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
"ที่ผ่านมาเว็บไซต์ของผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่มีเว็บไซต์ไว้สำหรับสื่อสารข้อมูลขององค์กร ประวัติความเป็นมาและรายละเอียดของสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเว็บไซต์มากนัก และมีไว้เพื่อสำหรับการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นส่วนใหญ่" เจนจีรา กล่าว
ทั้งนี้ ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเว็บไซต์ของเมคเว็บอีซี่ (Make WebEasy) 80% ต้องการทำเว็บไซต์ให้เป็นอี-คอมเมิร์ซเพื่อเป็นช่องทาง การจำหน่ายสินค้าอีกช่องทางหนึ่งนอกเหนือจากออฟไลน์ และอีก 20% ต้องการสร้างเว็บไซต์ให้เป็นข้อมูลองค์กร โดยอัพเดทเว็บไซต์ให้มีความ ทันสมัยจากเดิมส่วนใหญ่นั้นจะเป็น รูปแบบล้าสมัย
ขณะเดียวกันยังต้องการปรับขนาดเว็บไซต์ให้เป็นแพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือมากกว่าเป็นเดสก์ท็อปอีกต่อไป เนื่องจากขณะนี้กูเกิลให้คะแนนสำหรับเว็บไซต์ที่มีแพลตฟอร์มบนโทรศัพท์ มือถือ ซึ่งมีผลต่ออันดับหน้าเว็บไซต์ของกูเกิล
ขณะที่การแข่งขันจำหน่ายสินค้าบนโซเชียลมีเดียมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้บริโภคกับผู้บริโภค หรือ ซีทูซี (Customer to Customer) ส่งผลให้เอสเอ็มอีหลายรายมองถึง การสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา ด้วยการสร้างแบรนด์ดอทคอมบนเว็บไซต์ขึ้น ส่วนแบรนด์ที่มีเว็บไซต์อยู่แล้วให้ความสำคัญกับการสร้างเว็บไซต์ให้มีความ ทันสมัย แต่ปัญหาที่เจอส่วนใหญ่ ของลูกค้าคือไม่มีไอเดียในการสร้างเว็บไซต์ หรือขาดผู้เชี่ยวชาญใน องค์กร จึงทำให้ไม่สามารถพัฒนาเว็บไซต์ได้เอง
"พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและหันมาช็อปปิ้งทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ทุกองค์กรจึงต้องสร้างช่องทางการรองรับเอาไว้ ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอีที่จำหน่ายในเฟซบุ๊ก เมื่อธุรกิจมีอัตราการเติบโตจนกระทั่งระบบเฟซบุ๊กซึ่งไม่สามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะในเรื่องของสต๊อกและการสั่งซื้อสินค้า จึงต้องเปลี่ยนมาสร้างเว็บไซต์เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าขึ้นมาแทน สำหรับลูกค้าของเราส่วนใหญ่ทำธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม สินค้าแฟชั่น ผลิตภัณฑ์สำหรับสินค้าแม่และเด็ก" เจนจีรา กล่าว
ในส่วนของกลยุทธ์ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่บริษัทเปิดให้บริการ ทางบริษัทมองว่าโซเชียล มีเดีย อย่างเฟซบุ๊กเป็นช่องทางที่สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก หรือเรียกว่าเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อระหว่างคนกับคน สำหรับแบรนด์ดังหรือเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว บริษัทจะเน้นไม่ให้ผู้ประกอบการอัพเดทคอนเทนต์จำนวนมาก แต่กลยุทธ์ที่มองคือการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเพื่อสื่อสารถึงสินค้าอย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ มากกว่าควรจะโพสต์รูป หรือสินค้าจำนวนมาก จะทำให้ลูกค้าแค่กดไลค์ หรือรีวิวเป็นจำนวนมาก
สำหรับลูกค้าของบริษัทที่ใช้กลยุทธ์ทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จ เช่น เจ้เล้ง ทำคอนเทนต์ที่นำเสนอสินค้าเครื่องสำอาง หรือสกินแคร์ 2 คอนเทนต์/สัปดาห์ ซึ่งยอดขายก็เติบโต เพราะเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในโซเชียล มีเดียไม่ได้ต้องการคอนเทนต์จำนวนมาก แต่ต้องการเสพ หรืออ่านในสิ่งที่มีประโยชน์หรือข้อมูลที่มีความรู้ต่อตนเองหรือผู้อื่น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างแบรนด์อิมเมจให้กับโซเชียลมีเดีย และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีความน่าเชื่อถือ มีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่แค่โพสต์แต่ขายสินค้า หรือโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว
อีกหนึ่งกลยุทธ์ของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ คือ Google Adwords แบบเน้นการค้นหา ต้องการให้แบรนด์หรือเว็บไซต์เมื่อลูกค้าค้นหาแล้วอยู่ในหน้าแรกของกูเกิล เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ามีโอกาสซื้อสินค้าได้มากกว่าคู่แข่งที่อยู่ในหน้าสองของกูเกิล โดยการทำ Google Adwords ใส่คีย์เวิร์ดที่ต้องการให้โฆษณากี่คำก็ได้ และตรงกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ถ้าใส่คีย์เวิร์ดได้เหมาะกับธุรกิจ แต่การทำตลาดในลักษณะดังกล่าวลูกค้าต้องมีงบประมาณค่อนข้างสูง หรือโดยเฉลี่ยทุ่มงบราว 2 หมื่นบาท/เดือน เพราะต้องเสียเงินให้กับคนที่เข้ามาคลิก
เจนจีรา กล่าวว่า ปัจจุบันเมคเว็บอีซี่มีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ 100 แบรนด์ เช่น กลุ่มเสื้อผ้าเกรย์ฮาวด์ เสื้อชั้นในฟูลมูน ที่ต้องการสร้างช่องทางอี-คอมเมิร์ซ โดยในปีนี้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเติบโตเพิ่มขึ้น 30-40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ด้านรูปแบบการให้บริการเว็บไซต์มีด้วยกัน 4 แบบ ได้แก่ แพ็กเกจค่าบริการ 2,500 บาท 3,600 บาท และในราคา 5,800 บาท กับ 8,900 บาท จะเริ่มมีฟีเจอร์ขั้นสูงให้บริการ หรือให้บริษัทเป็นผู้ออกแบบเว็บไซต์
แม้ว่าหลายธุรกิจเริ่มปรับตัว ตามกระแสทั้งการปรับโฉมเว็บไซต์ใหม่ สร้างช่องทางอี-คอมเมิร์ซ แต่นี่กลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นในสมรภูมิการแข่งขัน อีกทั้งยังมีกลยุทธ์การตลาดอีกมากมาย เครื่องมือสื่อสารในโซเชียล มีเดีย ระบบอี-เพย์เมนต์ โลจิสติกส์ การลงทุนทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งแบรนด์ต่างๆ ต้องเข้าถึงลูกค้า เข้าใจ และสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งบนโลกออนไลน์ให้ได้ด้วย ถึงจะดึงเงินจากกระเป๋าของผู้บริโภคได้ n







