
อุตฯไม่ฟันธงเพิกถอนกิจการรุนแรงหรือไม่
กระทรวงอุตฯ ไม่ฟันธงจะเพิกถอน หรือระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวกิจการรุนแรง หลังฝ่ายกฎหมายตกลงไม่ได้ว่ามีอำนาจได้หรือไม่
กระทรวงอุตฯ ไม่ฟันธงจะเพิกถอน หรือระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวกิจการรุนแรง หลังฝ่ายกฎหมายตกลงไม่ได้ว่ามีอำนาจได้หรือไม่
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานอนุมัติ อนุญาต ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปถึงแนวทางการดำเนินการทางกฏหมายเกี่ยวกับกิจการที่เข้าข่ายประเภท 11 กิจการรุนแรงนอกเหนือจาก 67 กิจการก่อนหน้านี้ได้ เนื่องจากยังมีความเห็นต่างกันถึงการใช้อำนาจของแต่ละหน่วยงานในการจะไประงับกิจการหรือเพิกถอนใบอนุญาต โดยจะได้มีการเร่งหาข้อสรุปในเรื่องโดยเร็วอีกครั้ง
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างการรวบรวมกิจารที่เข้าข่าย 11 กิจการรุนแรงที่อยู่นอกเหนือ 76 กิจการเดิม ซึ่งเบื้องต้นกิจการที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมคาดว่าจะเข้าข่ายกิจการรุนแรงประมาณ 5 กิจการได้แก่ 1.โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเก็คโค่-วัน 2.โครงการกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมของ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์(ประเทศไทย) โครงการที่ 3.และ 4.เป็นโครงการโรงหลอมตะกั่ว และ 5.โครงการโรงถลุงเหล็ก ของบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย)
นอกจากนี้ยังมีกิจการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) อีก 3 กิจการได้แก่ 1.โครงการเหมืองแร่สังกะสี ของบริษัท ผาแดง อินดัสทรีส์ 2.โครงการเหมืองแร่และเหมืองหิน ของบริษัท เอ็น.ที.เอส. สตีลกรุ๊ป และ3.โครงการโรงหลอมตะกั่ว ของบริษัท ไทยนันเฟอรัสเมทัล
อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (บอร์ดสิ่งแวดล้อม) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติให้บอร์ดสิ่งแวดล้อมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในฐานะผู้ถูกฟ้องกรณีประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรง ทำให้ต้องรอคำตัดสินจากศาลปกครองสูงสุดก่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะยื่นอุทธรณ์ได้ไม่เกินวันที่ 2 ต.ค.นี้ ตามที่ศาลปกครองกลางเปิดให้ผู้ถูกฟ้องและผู้ฟ้องสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับจากศาลปกครองมีคำตัดสิน
นายวิเชียร ศักดิ์เจริญ ประธานชุมชนมาบข่า-อ้ายงอน ตัวแทนผู้นำชุมชน 29 ชุมชนจาก 33 ชุมชนในพื้นที่มาบตาพุด ได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่า ขอให้เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกฟังความเห็นส่วนใหญ่และฟังการตัดสินตามคำสั่งศาลปกครองและมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง 11 กิจการรุนแรง และขอให้ยุติการเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่มาบตาพุด เพราะการเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการค้าขายของคนมาบตาพุดสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก
รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลดำเนินการตามงบประมาณโครงการที่มีการจัดสรรให้กับพื้นที่ในการแก้ไขปัญหามาบตาพุด เนื่องจากทราบว่าบางส่วนของงบประมาณยังติดอยู่ที่สำนักงบประมาณ และขอให้รัฐบาลยกฐานะเทศบาลเมืองมาบตาพุดเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เพื่อคล่องตัวในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาของพื้นที่ในระดับสูงกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป เพื่อเป็นการสร้างมิติของการแก้ไขปัญหาและพัฒนาแบบยั่งยืน







