
ดัชนีอุตสาหกรรม สูงสุดรอบ6เดือน
เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทย พบว่า เดือน ก.ย. 2560 ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 อยู่ที่ระดับ 86.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนอยู่ที่ระดับ 85 และเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 6 เดือน จากเดือน เม.ย. 2560 อยู่ที่ระดับ 86.4 จากความเชื่อมั่นภาคการส่งออกที่ช่วงไตรมาสสุดท้ายมีทิศทางขยายตัว ประกอบกับแรงซื้อในประเทศเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทย พบว่า เดือน ก.ย. 2560 ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 อยู่ที่ระดับ 86.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนอยู่ที่ระดับ 85 และเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 6 เดือน จากเดือน เม.ย. 2560 อยู่ที่ระดับ 86.4 จากความเชื่อมั่นภาคการส่งออกที่ช่วงไตรมาสสุดท้ายมีทิศทางขยายตัว ประกอบกับแรงซื้อในประเทศเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 102.9 เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ในเดือน ส.ค. 2560 อยู่ที่ระดับ 101.9 เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นถึงทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการบริโภคภายในประเทศ การส่งออก การลงทุน และการใช้จ่ายของภาครัฐ ส่งผลให้มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เพื่อส่งมอบในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นจำแนกตามขนาดของกิจการในเดือน ก.ย. พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมขนาดเล็กอยู่ที่ระดับ 70.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 68.8 ในเดือน ส.ค. 2560 อุตสาหกรรมขนาดกลางมีค่าดัชนี ความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 89.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 86.5 ในเดือน ส.ค. 2560 และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ดัชนี ความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 98.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 96.0 ในเดือน ส.ค. 2560
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการคือ อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก สถานการณ์การเมืองในประเทศ ส่วนข้อเสนอแนะของ ผู้ประกอบการ คือ ต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต เพื่อลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และส่งเสริมผู้ประกอบการขยายการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มเติบโตสูง
พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการวิเคราะห์ดัชนีราคาผู้บริโภครายได้น้อยของประเทศ (เงินเฟ้อผู้มี รายได้น้อย) และดัชนีราคาผู้บริโภคเขตชนบท (เงินเฟ้อเกษตรกร) โดยดัชนีราคาผู้บริโภครายได้น้อยของประเทศเดือน ก.ย. 2560 พบว่าส่วนใหญ่จะใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 45.12% ของดัชนีเงินเฟ้อ ขณะที่สัดส่วนของเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศอยู่ที่ 36.41% แสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้ใช้จ่ายเป็นค่าอาหารมาก และที่เหลือเป็นค่าเช่าบ้าน ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าไฟฟ้า 24.60% และค่าโดยสาร ค่าน้ำมัน ค่ามือถือ 15.8%
ขณะที่ดัชนีกลุ่มเกษตรกรสัดส่วนการใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ที่ 42.63% ค่าเช่าบ้าน ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าไฟฟ้า สัดส่วน 20.13% และค่าโดยสาร ค่าน้ำมัน ค่ามือถือ มีสัดส่วน 23.51%
"จากการวิเคราะห์การใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานมีการใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบ้าน ทั้งค่าเช่า ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าก๊าซ ค่าไฟฟ้า และนิยมซื้ออาหารมาทำบริโภคในบ้าน ส่วนเกษตรกรมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าอาหารมากเช่นเดียวกัน แต่สัดส่วนที่เกี่ยวกับบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าก๊าซหุงต้ม และยังมีค่าใช้จ่ายในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีมาก" พิมพ์ชนก กล่าว







