posttoday
จุดประกาย ‘บ้านเขียว’ สำหรับผู้มีรายได้น้อย

จุดประกาย ‘บ้านเขียว’ สำหรับผู้มีรายได้น้อย

11 ตุลาคม 2560

อรวรรณ จารุวัฒนะถาวรในวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค.ในทุกๆ ปี ทางองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat Day) โดยในปีนี้ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ได้จัดกิจกรรม "ที่อยู่อาศัยสีเขียวสำหรับผู้มีรายได้น้อย" ฉลองวันที่อยู่อาศัยโลกปี 2560 ด้วยเช่นกัน

อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

ในวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค.ในทุกๆ ปี ทางองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat Day) โดยในปีนี้ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ได้จัดกิจกรรม "ที่อยู่อาศัยสีเขียวสำหรับผู้มีรายได้น้อย" ฉลองวันที่อยู่อาศัยโลกปี 2560 ด้วยเช่นกัน

ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า การจัดงานดังกล่าวก็เพื่อให้ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจกับสถานการณ์การอยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ตลอดจนสิทธิพื้นฐานของการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันในการจัดการให้มนุษย์ทุกคนมีที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยในปี 2560 ได้วางกรอบแนวคิด "นโยบายที่อยู่อาศัย : บ้านที่ทุกคนเข้าถึงได้" เพื่อให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจัดกิจกรรมรณรงค์เรื่องที่อยู่อาศัยตามแนวคิดดังกล่าว

ผุดบ้าน 2.27 ล้านหน่วยใน 20 ปี

ทั้งนี้ กคช.เป็นหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (ปี 2560-2579) ที่มีเป้าหมายพัฒนาบ้านผู้มีรายได้น้อยกว่า 2.27 ล้านหน่วย

อย่างไรก็ดี เทรนด์ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ดังนั้น แนวคิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่สนับสนุนที่อยู่อาศัยสีเขียวสำหรับผู้มีรายได้น้อยจึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมดีและประหยัดพลังงาน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่ผ่านมา กคช.มีการลงนามความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อร่วมโครงการฉลากประสิทธิภาพสูงสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยหรือบ้านฉลากเบอร์ 5 ขณะนี้ได้งบสนับสนุนราว 100 ล้านบาท ในการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เช่น หลอดแอลอีดี โดยนำร่อง 100 ชุมชนก่อน ขณะเดียวกันก็ได้มีการศึกษาแนวทางเพื่อใช้กับทั้งโครงการใหม่และเก่าในอนาคตให้เป็นบ้านประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ตาม หลักเกณฑ์ของ กฟผ.

บ้านใหม่เพิ่ม 3 แสนหน่วย/ปี

ขณะที่ อภิชิต เทอดโยธิน คณบดี คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา ที่อยู่อาศัยมีการเติบโตต่อเนื่องมีจำนวนบ้านก่อสร้างใหม่ เพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยอยู่ราว 3 แสนหน่วย/ ปี ซึ่งนั่นหมายถึงการใช้ไฟฟ้าของภาค อาคารและอุตสาหกรรมเติบโตเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้สัดส่วนของครัวเรือนของผู้มี รายได้น้อยมีถึง 60% ของจำนวนครัวเรือนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของบ้านเรือน ตึกแถวและตึกสูงโดยเฉพาะอาคารที่เป็นวัสดุคอนกรีตจะมีผลโดยตรงต่อการทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ดังนั้นที่อยู่อาศัยสีเขียวจะเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยอาคารเหล่านี้ต้องมีมาตรฐานในระดับสากล

เสนอแนวทางสู่อาคารเขียว

อภิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสีเขียว ไม่ว่าจะเป็น หลังคา ผนัง กระจก ที่จะช่วยทำให้เป็นบ้านเขียวได้ ทั้งนี้แนวทางสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยนั้น ภาครัฐต้องเป็นตัวขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชนและประชาชน ทั้งนี้ควรมีการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานบ้านเขียวและจัดทำฉลากบ้านเขียว นอกจากนี้สนับสนุนผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างให้นำหลักเกณฑ์การประเมินบ้านกรีน มาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนาวัสดุก่อสร้าง เช่น การพัฒนาวัสดุก่อสร้างให้มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล และกิจกรรมการตลาดเพื่อให้วัสดุเหล่านี้มีราคาต่ำลง

ทั้งนี้ ควรพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนผู้ซื้อ ผู้ก่อสร้าง สร้างบ้านที่ได้ฉลาก รวมทั้งดึงผู้เกี่ยวข้องเข้ามาร่วม เช่น สถาบันการเงิน และที่สำคัญคือการประชาสัมพันธ์สร้างแรงจูงใจให้แก่ประชาชนในการเลือกบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

สร้างตลาดแมสดึงดีมานด์

อังคณา สุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและแผนงานด้านการใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 และในอนาคตกำลังจะมีบ้านเบอร์ 5 ซึ่งเกิดจากความมือระหว่าง กคช.และ กฟผ. ขณะนี้มีการนำร่องใน 3 โครงการ คือ ระยอง รังสิต และบุรีรัมย์ โดยเป็นโครงการตามมาตรฐานกรีนบิลดิ้ง ซึ่งเจ้าของบ้านมีส่วนลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงาน

อย่างไรก็ดี ด้วยวัสดุก่อสร้างสำหรับบ้านสีเขียวยังมีราคาแพง ดังนั้นภาครัฐต้องทำให้เกิดตลาดแมสโปรดักต์เพื่อให้เกิดความต้องการเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างลดลง นอกจากนี้ควรมีการปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้เอื้อต่อการใช้วัสดุประหยัดพลังงานเพราะปัจจุบันราคากลางไม่ได้กำหนดไว้ซึ่งเห็นว่าจะไม่ทันกับแนวโน้มการพัฒนาที่อยู่อาศัยในระยะยาว 20 ปีนี้ โดย กคช.เป็นอีกช่องทางที่ทำให้ตลาดเกิดดีมานด์ ราคาจะลงมาสามารถจับต้องได้

แก้กฎหมาย-สร้างแรงจูงใจ

นพดล ว่องเวียงจันทร์ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กคช.จัดทำโครงการชุมชนน่าอยู่น่าสบายอย่างยั่งยืน (Eco-Village) ซึ่งต่อไปจะมีเกณฑ์สำหรับที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย อย่างไรก็ดี ด้วยราคาวัสดุที่สูงหากต้องก่อสร้างในจำนวนมากอย่างโครงการของ กคช.อาจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

อย่างไรก็ดี แนวทางที่จะทำให้เกิดที่อยู่อาศัยสีเขียวนั้น เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ขณะเดียวกันมองว่าควรมีการออกกฎระเบียบในเรื่องของอีโค-วิลเลจ รวมถึงการทบทวนกฎหมายอย่างเช่น กฎหมายผังเมือง ควรกำหนดโซนของผู้อยู่อาศัยเพื่อรองรับทุกระดับรายได้

รวมทั้งการสนับสนุนเพื่อลดการใช้พลังงานในการเดินทางโดยให้มาใช้ระบบขนส่งมวลชนแทนเช่น บริเวณสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งควรกำหนดใช้พื้นที่ในลักษณะมิกซ์ยูสเน้นความหนาแน่นสูงมีการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มากที่สุด ทั้งนี้ คอนโดในรัศมี 500 เมตรของสถานีรถไฟฟ้าควรแก้กฎหมายลดจำนวนที่จอดรถในอาคารให้น้อยลงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การใช้กฎหมายเหมือนบังคับ ทั้งนี้ควรมีการสร้างแรงจูงใจจากทางภาครัฐ เช่น การเพิ่มโบนัสในพื้นที่ การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มาตรการทางภาษี เป็นต้น

ด้าน ทรงเกียรติ เที้ยธิทรัพย์ หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมและการวางแผน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า อาคารเขียวมีเกณฑ์มาตรฐานเพื่อลดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือต้องสร้างความรู้ให้กับเจ้าของบ้านอย่างถูกต้องโดยเลือกใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดไฟควบคู่โดยให้คำนึงถึงความคุ้มค่ามากกว่าราคา

นอกจากนี้ การดีไซน์ออกแบบควรใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในภูมิภาคเพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง รวมถึงมีวิจัยและพัฒนาให้วัสดุพื้นถิ่นมีส่วนช่วยในการประหยัดพลังงานหรือยืดอายุการใช้งานอีกด้วย

สำหรับการสร้างที่อยู่อาศัยสีเขียวสำหรับผู้มีรายได้น้อยจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน รัฐบาลคือแรงขับเคลื่อนสำคัญซึ่งจะต้องมีการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนไม่ว่าจะผู้ประกอบการ ผู้รับเหมา และผู้พักอาศัย ทำให้กลไกนี้เดินหน้าต่อได้

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล