posttoday

ไร่กาแฟ กลยุทธ์การปลุกจิตสำนึก

13 ตุลาคม 2560

ตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องของกาแฟ ในฐานะที่เป็น "เครื่องมือ"

โดย เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ MiVANA

ตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องของกาแฟ ในฐานะที่เป็น "เครื่องมือ" ที่ดีของการทำการเกษตรที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม เพราะเนื่องจากว่ากาแฟเป็นพืชที่ต้องปลูกโดยใช้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ และอาศัยความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมโดยรอบ เพื่อพัฒนาเมล็ดให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวบางอย่าง ทั้งหมดนี้จะเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของชาวไร่โดยอัตโนมัติ

ผมคิดว่าด้วยกุศโลบายในการปลูกแบบนี้เอง ทำให้กาแฟวิวัฒน์ตัวเองมาเรื่อยๆ ในฐานะของพืชที่สามารถส่งเสริมการทำการเกษตรแบบยั่งยืน เพราะมันปูทางมาตั้งแต่การปลูก (กรณีที่ผมพูดถึง หมายถึงการปลูกกาแฟอราบิกาที่ต้องปลูกบนความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไปนะครับ การปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้าที่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูป ยังทำได้บางส่วน เพราะโดยมากยังเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เน้นปริมาณผลผลิตเป็นหลัก)

จริงๆ ช่วงแรกของการเกิดอุตสาหกรรมกาแฟในโลกยุคใหม่ ยังไม่ได้มีบทบาทเรื่องการเป็นพืชแห่งความยั่งยืนเท่าไหร่ ก็ปลูกกันไปแต่โชคดีที่กระบวนการปลูกของกาแฟ มันบังคับให้ต้องรักษาธรรมชาติไปในตัว ภายหลังองค์กรพัฒนาทั้งหลายเริ่มเห็นข้อดีส่วนนี้ เป็นกลยุทธ์ที่ดีในการ ส่งเสริมให้ชาวไร่เข้าใจเรื่องการปลูกกาแฟแบบยั่งยืน (ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราก็เป็นหนึ่งในนั้น)

การทำกาแฟแบบยั่งยืนหากดูตามคำนิยามของ The World Commission on Environment and Development บอกไว้ว่า การทำกาแฟแบบยั่งยืนสรุปง่ายๆ คือ "การปลูกกาแฟในวันนี้แล้วมองเห็นอนาคตในเจเนอเรชั่นต่อไปว่า พวกเขาจะสามารถทำมาหากินต่อไปได้ ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม" หากสามารถผสานส่วนประกอบทั้งสามส่วนได้ก็สามารถสร้างธุรกิจกาแฟที่ยั่งยืนได้เช่นกัน

แนวโน้มของการทำธุรกิจกาแฟแบบยั่งยืน เริ่มเป็นที่พูดถึงตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจร้านกาแฟสาขา ความต้องการเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพและให้ผลผลิตที่แน่นอนเริ่มเป็นปัจจัยหนึ่งของการแข่งขัน การทำไร่กาแฟแบบ Contract farming จึงเริ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการรวมกลุ่มกันเองของชาวไร่ เกิดเป็นสหกรณ์การเกษตรขึ้นมาเพื่อต่อรองราคากับเหล่า Coffee hunter ที่เข้าไปหาเมล็ดกาแฟถึงแหล่งปลูก

การต่อรองนี้จึงทำให้เกิดการพัฒนาการซื้อขายในรูปแบบของ Fair Trade ตั้งราคาซื้อขายที่เป็นธรรม ราคาที่พอใจนี้มาจากไหน มาจากการอ้างอิงราคากลางของโลกคล้ายๆ กับธุรกิจไวน์ หรือน้ำมันนั่นแหละครับ ที่จะมีการขึ้นลงกันในแต่ละวันแต่ละช่วงเวลา ราคาเมล็ดกาแฟก็จะเป็นแบบนั้นครับ เมล็ดกาแฟดิบที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธีใดๆ ก็จะราคาหนึ่ง เมล็ดสุกมากสุกน้อยก็ราคาหนึ่ง เมล็ดกะลา (เมล็ดที่ผ่านการเอาเปลือกและเมือกออกแล้ว แต่ยังไม่ได้คั่ว) ก็ราคาหนึ่ง ขนาดของเม็ดก็จะมีส่วนในการกำหนดราคาอีกต่อหนึ่งด้วย ทั้งหมดเป็นระบบการจัดการที่ใหญ่และซับซ้อนพอควร เกษตรกรที่เข้มแข็งใน เรื่องของการรวมกลุ่ม หรือมีหน่วยงานเข้าไปช่วยสนับสนุน ก็จะสามารถสร้างการต่อรองได้

Fair Trade นี้ยังรวมไปถึงเรื่องของการใช้แรงงานในไร่ด้วยว่า ได้เป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่มีการใช้แรงงานเด็ก หรือมีการกดขี่แรงงานแบบไม่เป็นธรรม ซึ่งก็จะมีองค์กรกลางในการตรวจอีกครั้งหนึ่ง กลไกแบบนี้เองที่หล่อเลี้ยงให้คนที่อยู่อุตสาหกรรมนี้อยู่ได้ แม้ว่ารูปแบบของธุรกิจกาแฟจะเป็นอย่างไร ร้านค้า กรรมวิธีการชงจะเปลี่ยนไปแบบไหน แต่รากเหง้าของการได้มาซึ่งเมล็ดกาแฟนั้น ยังคงเหมือนเดิมและที่ดีกว่าพืชชนิดอื่นคือมันมีแนวโน้มเป็นแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ไร่กาแฟหรือแบรนด์กาแฟได้รับตรา Fair Trade ก็น่าเชื่อถือและได้ราคาที่ดีกว่า นั่นเป็นข้อดีมาก เพราะหากคิดว่านี่คือการทำการเกษตรที่ใช้แรงงานจำนวนมากและอยู่ใกล้กับแหล่งธรรมชาติที่สุดอย่างหนึ่ง กระบวนการเหล่านี้จะทำให้เกิดความยั่งยืนและสร้างจิตสำนึกเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อมไปในตัว

หากต้องการรายละเอียดแบบเจาะลึก ลองถามไปได้ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริได้เลยครับ ที่นี่เป็นตัวอย่างที่ดีมากของการพัฒนาอย่างยั่งยืนจนสหประชาชาติยกที่นี่เป็นกรณีศึกษา

คราวหน้าเราจะบุกเข้าเมืองไปดูสิว่า แล้วกาแฟสามารถเปลี่ยนพื้นที่ของเมืองอย่างไรได้บ้างนอกเหนือจากเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?