posttoday
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (116)

เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (116)

08 ตุลาคม 2560

บทพระราชนิพนธ์เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

บทพระราชนิพนธ์เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ จำนวน 24 หน้า เป็นเรื่องราวที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงาน "ไอทีเฉลิมพระเกียรติ : เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประชาชน" วันพฤหัสบดีที่ 1 มิ.ย. 2538 และทรงบรรยายปาฐกถาพิเศษเรื่อง "เทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ" วันศุกร์ที่ 2 มิ.ย. 2538 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการอำนวยการปีแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศไทย ได้จัดงานขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และทางศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ได้จัดพิมพ์และเผยแพร่ปาฐกถานี้เพื่อให้เป็นเอกสารที่บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของปีแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศไทย ที่จะเผยแพร่แก่หน่วยงานและผู้ที่สนใจเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2539 และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เนื้อความบางส่วนจากปาฐกถา ความว่า "...แต่เราก็ควรมีหลักในการใช้เทคโนโลยีอย่างรอบคอบในทางสร้างสรรค์ไม่ใช่ว่าเป็นทาสของสิ่งที่เราจัดทำขึ้น เราต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ต้องให้ธรรมชาติอยู่ยั่งยืนนาน ไม่ใช่แค่ชั่วลูกชั่วหลาน หรือแค่ตัวเรา คือทำแล้ว โกยเอา โกยเอา โกยเอา รวยแล้วเลิก อย่างนี้ก็จะอยู่ไม่ได้นาน มนุษย์เรานั้นควรมีความเป็นอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นอิสระในความคิด รู้จักพินิจเรื่องต่างๆ ด้วยปัญญาที่รอบคอบ การพัฒนาประเทศที่ดีนั้นควรดำเนินไปพร้อมๆ กัน อย่างกลมกลืน ทั้งทางด้านวัตถุที่อิงอยู่กับเรื่องเทคโนโลยีและทางด้านจิตใจเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable)..."

พระราชนิพนธ์บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ จำนวน 187 หน้า เป็นพระราชนิพนธ์เมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการเมืองการปกครอง กฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หนังสือเล่มนี้เป็นพระราชนิพนธ์ที่ทรงเรียบเรียงเนื้อหาจากคำสอนในเรื่องดังกล่าว เนื้อความบางส่วนจาก "การปกครองในแต่ละหัวเมือง" มีว่า "...ในเมืองต่างๆ มักจะมีชาวต่างประเทศมาอยู่ในพระนครศรีอยุธยา กำหนดให้อยู่ในเขตพระนครเท่านั้น ภายหลังกำหนดเขตให้เป็นที่อยู่เฉพาะบางส่วนในพระนคร ผู้ปกครองใช้คนเชื้อชาติศาสนาเดียวกัน เรียกว่านายอำเภอ มีตำแหน่งคล้ายกงสุลและขึ้นกับกรมท่าในบางกรณีมีชาวต่างประเทศเดินทางไปค้าขายตามหัวเมืองทางราชการจะต้องระวัง เพราะกลัวจะเป็นสายของข้าศึก เดินทางไปทำแผนที่ดูลาดเลา ดูเรื่องเสบียงอาหาร ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่อนุญาต ถ้าอนุญาตจะช่วยเหลือโดยออกค่าเดินทางจากเสนาบดีในกรุงไปถึงเจ้าเมืองที่จะผ่านบอกถึงกิจธุระและให้เจ้าเมืองอนุเคราะห์ หมายความทางราชการไว้ใจและเห็นประโยชน์จากการเดินทางนั้น ถ้าชาวต่างชาติไปหัวเมืองใดโดยไม่มีหนังสือ ให้เจ้าเมืองจับส่งเข้ากรุง ทั้งหมดนี้แสดงว่าคนไทยสมัยก่อนเห็นความสำคัญในการรักษาความลับของประเทศมาก..."

พระราชนิพนธ์เรื่องประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ : การปฏิรูปการปกครอง จำนวน 89 หน้า เป็นหนังสือประกอบการสอนวิชา HI 452 ประวัติศาสตร์ไทย ณ โรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีเนื้อความบางส่วนว่า "...รัชกาลที่ 5 ก็มิได้ทรงทอดทิ้งการศึกษาที่มีอยู่แล้ว เช่น โรงเรียนของพวกคริสเตียน และการศึกษาของพระ ซึ่งมีการเรียนพระธรรมวินัยอยู่แล้ว บุตรเจ้านายที่เรียนดี ทรงส่งไปศึกษาวิชาภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ สำหรับการศึกษาของสตรี ทรงตั้งโรงเรียนสุนันทาลัยขึ้นใน พ.ศ. 2423 ต่อมาได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนนายร้อย นายสิบขึ้นเพื่อฝึกหัดเป็นทหารโดยเฉพาะ ครั้นมีนักเรียนเพิ่มขึ้นมาก จึงทรงมี พระราชดำริว่าการศึกษาไม่ควรจำกัดอยู่ในกรมทหารมหาดเล็ก ใน พ.ศ. 2425 ทรงตั้งโรงเรียนเฉพาะนายทหารมหาดเล็กให้โรงเรียนที่มีอยู่เดิมสอนวิชาทั่วๆ ไป ผู้ต้องการศึกษาวิชาทหาร ซึ่งถือว่าเป็นวิชาเฉพาะ ให้แยกไปเรียนทีหลัง..."

พระราชดำรัสเรื่องโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 10 หน้า เป็นพระราชดำรัสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานในพระราชวโรกาสเปิดการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วราชอาณาจักร เรื่องโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา และทรงบรรยายเรื่องพระราชภารกิจและพระราชกรณียกิจอันเกี่ยวกับงานโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล วันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. 2530 เนื้อความบางส่วนจากพระราชดำรัส "...เรื่องที่สอง คือ เรื่องของครู คือ เท่าที่ทำมาจะเห็นได้ชัดว่า ครูทุกคนเป็นเจ้าของบ้าน เป็นเจ้าของโครงการ เป็นโรงเรียนของตัวเอง ทางครูตำรวจตระเวนชายแดนก็เข้มแข็ง มีวินัย พอตกลงจะทำโครงการเกษตร เขาก็มาร่วมแรงร่วมใจกันขุดดินพรวนดิน เอาเด็กมาช่วย อันนี้เห็นว่าอยู่ที่การมีมนุษยสัมพันธ์ของครูแต่ละคนเหมือนกัน ถ้าครูคนไหนมีมนุษยสัมพันธ์ดีมากๆ ชาวบ้านมาช่วยเอง หรือว่ามีหน่วยชลประทานทำงานอยู่ข้างๆ หรือกรมทางทำอยู่ เขาก็มาช่วยกัน..."

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล