
เคโกลด์ทำกำไรทองพุ่งแรง
นำเงินปันผลผู้ถือหน่วย20สต. คาดราคาเหมาะ1,200เหรียญ
โพสต์ทูเดย์
— บลจ.กสิกรไทย มองทองคำแพงแล้ว ฉวยทำกำไรนำเงินปันผลผู้ถือหน่วยลงทุน KGOLD 20 สตางค์ แนะคนอยากลงทุนรอซื้อแถว 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลกองทุนเปิดเค โกลด์ (KGOLD) ให้แก่ผู้ลงทุนที่มีรายชื่ออยู่ในสมุดทะเบียนกองทุนวันที่ 30 ก.ย. 2553 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มราคาทองคำที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว คาดว่ากองทุนเปิด KGOLD จะสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยได้ประมาณ 0.180.20 บาทต่อหน่วย
“
บลจ.กสิกรไทย มองว่าราคาทองคำในปัจจุบันอยู่ในระดับราคาที่ค่อนข้างสูงแล้ว จึงขายทำกำไรเพื่อจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ลงทุน และจากราคาทองคำปัจจุบันปรับตัวขึ้นไปทำระดับนิวไฮที่เกือบ 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ จึงคาดว่าราคาทองคำอาจเริ่มปรับตัวลดลงได้ เนื่องจากนักลงทุนจะขายทำกำไรออกมา” นายพัชร กล่าวอย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ไม่ต้องการที่จะได้รับเงินปันผลจากกองทุน KGOLD เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับภาระทางภาษี ก็สามารถที่จะขายกองทุนออกไปภายในวันที่ 29 ก.ย. 2553 และกลับเข้ามาซื้อใหม่เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสมได้ โดยระดับราคาที่เหมาะสมที่จะกลับเข้าไปซื้อใหม่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน KGOLD นายพัชร กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 17 ก.ย. 2553 มีผลการดำเนินงานเป็นบวกที่ประมาณ 13.75% ทั้งยังให้โอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าการลงทุนในทองคำแท่ง 96.5% โดยตรง ซึ่งมีผลการดำเนินงานเป็นบวกเพียงประมาณ 7% เท่านั้น
นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2553 เป็นต้นไป บลจ.กสิกรไทย จะปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน KGOLD ลงจาก 0.15% เหลือเพียง 0.10% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในตลาด และจะช่วยประหยัดต้นทุนในการลงทุนให้แก่ลูกค้าได้อย่างดี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทที่ต้องการทำกำไรจากราคาทองคำด้วยการซื้อและขายในระยะสั้นๆ ซึ่งถือเป็นสไตล์การลงทุนที่สอดคล้องกับราคาทองคำที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในตลาดโลก
สำหรับกองทุนเปิดเค โกลด์ ปัจจุบันเป็นกองทุนทองคำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาด โดยมีขนาดกองทุนอยู่ที่ประมาณ 2,800 ล้านบาท มีนโยบายนำเงินไปลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศ คือ SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก จดทะเบียนซื้อขายในประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ผู้ลงทุนสามารถ ทำการซื้อขายได้ทุกวันทำการโดยมีค่าธรรมเนียมการจัดการเพียง 0.36% ต่อปี และค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์เพียง 0.10% ของมูลค่าที่ทำการซื้อขาย
ด้านนายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า แม้ว่าราคาทองปรับตัวขึ้นมาก แต่คาดว่าแล้ว ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับราคาทองในอนาคต ราคาทองมักถูกผลักดันจากปัจจัยพื้นฐานหลายปัจจัย ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ ค่าเงินดอลล่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวม อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ความต้องการลงทุนของนักลงทุน และความต้องการลงทุนเพื่อเป็นเงินทุนสำรองของธนาคารกลาง
ปัจจัยทางด้านภาวะเศรษฐกิจ โดยปรกติแล้วราคาทองจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ หรือความเสี่ยงของประเทศ (Economic and Sovereign Risks) ราคาทองปรับตัวขึ้นจาก$650/oz เป็น $950/oz ในปี 2550 จากความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และได้มีการปรับตัวขึ้นจาก $1,090/oz เป็น $1,230/oz ในช่วงต้นปี 2553 จากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ภาครัฐในยุโรป คาดการณ์ว่า ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก โดยบริษัทอยู่ระหว่างเสนอขายกองทุนเปิดเคแทม โกลด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ ตั้งแต่วันนี้5 ต.ค. 2553 เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR @ Gold Trust เพียงกองทุนเดียว







