
หมดยุค IPO สู่โลกของ ICO?
เราเติบโตกันมาในยุคของ IPO (Initial Public Offering) หรือการระดมทุนจากสาธารณะ ถ้าบริษัทไหนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ก็ถือว่าใหญ่แล้วก็เจ๋งมาก เพราะกว่าจะเข้ามาได้ต้องผ่านกระบวนการมากมาย มีบริษัทหลักทรัพย์ มีผู้ให้คำแนะนำทางการเงิน อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง เช่น ก.ล.ต. ของประเทศไทย
เราเติบโตกันมาในยุคของ IPO (Initial Public Offering) หรือการระดมทุนจากสาธารณะ ถ้าบริษัทไหนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ก็ถือว่าใหญ่แล้วก็เจ๋งมาก เพราะกว่าจะเข้ามาได้ต้องผ่านกระบวนการมากมาย มีบริษัทหลักทรัพย์ มีผู้ให้คำแนะนำทางการเงิน อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง เช่น ก.ล.ต. ของประเทศไทย
แล้วทีนี้ถ้าบริษัทอยากจะระดมทุนจากนักลงทุนประเทศไหน ก็ต้องเข้าไปดำเนินการกับตลาดของประเทศนั้นๆ ไป ไม่ใช่ว่าดำเนินการกับ ก.ล.ต. ในประเทศไทย ทีเดียว แล้วจะไปซื้อขายในอเมริกาได้เลย
แต่ช่วงหลังมานี้มีการระดมทุนแบบใหม่ ที่เรียกกันว่า ICO (Initial Coin Offering) ซึ่งเป็นการระดมทุนจากสาธารณะเช่นเดียวกัน แต่มีรูปแบบและรายละเอียดต่างไป จนหลายประเทศ เช่น จีน และเกาหลี ถึงกับออกมาประกาศแบน ICO นี้เลย
ICO เป็นการระดมทุนจากนักลงทุนทั่วโลกแบบผ่านออนไลน์ ไม่จำกัดพื้นที่ประเทศ ไม่มีหน่วยงานใดควบคุมโดยตรง และไม่จำเป็นต้องให้ความเป็นเจ้าของในบริษัทเหมือนการขายหุ้นแบบเดิม แต่ให้ Token หรือ Coin กับนักลงทุนแทน
ซึ่ง Token ที่นักลงทุนได้มาเอาไปทำอะไรได้หลายอย่าง แล้วแต่ข้อกำหนดของ ICO นั้น เช่น เอาไว้แลกของในระบบ เอาไว้ใช้บริการของระบบในอนาคตหลังจากพัฒนาเสร็จแล้ว โดยไม่ได้มีสิทธิในบริษัท การรับเงินปันผลหรืออื่นๆ เหมือนกับการทำ IPO ทำให้ไม่มีคำนิยามทางกฎหมายที่แท้จริง แบบนี้ ICO จะต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของการซื้อขายหลักทรัพย์หรือไม่
ขณะเดียวกัน มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อย สนใจใน ICO เพราะต้องการทำกำไรจากราคาของ Token จึงนำ Token ของ ICO มาซื้อขายกันบนตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่าง Exchange ที่เป็นเหมือนตลาดรอง ทำให้เกิดสภาพคล่องกับ Token ซึ่งราคามีขึ้นลงตามความต้องการซื้อขายในตลาดเหมือนกับการซื้อขายหุ้น
สำหรับประเทศไทยมีบริษัทที่ทำ ICO สำเร็จไปแล้วด้วยมูลค่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็คือ Omise เพื่อสร้างระบบเครือข่ายชำระเงินออนไลน์ออกมาเป็น Token ชื่อว่า OMG ซึ่งได้รับความนิยมสำหรับนักลงทุนในประเทศไทยพอสมควร เพราะบริษัทมีอยู่จริง ดำเนินธุรกิจจับต้องได้และเห็นข่าวอยู่ในสื่อหลักพอสมควร
ครั้งต่อไปเราจะดูกันว่า ทำไมหลายประเทศ ไม่ว่าจีน เกาหลี อเมริกา หรือสิงคโปร์ ถึงออกมาแสดงท่าทีเชิงกังวลกับการทำ ICO อย่างพร้อมเพรียง มันดีแค่ไหน น่ากลัวอย่างไร คุ้มค่าความเสี่ยงหรือไม่ แล้วจะมีโอกาสเกิดฟองสบู่หรือเปล่า n







