
เอปสันดันโรบอต ร่วมขับเคลื่อนอุตฯ4.0
เรื่อง | วันเพ็ญ พุทธานนท์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และการวางวิสัยทัศน์ผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ยุค 4.0 ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีขึ้นสูง เช่น หุ่นยนต์ (โรบอต) ระบบอัตโนมัติ เครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เป็นโอกาสสำคัญของ เอปสัน ยักษ์ใหญ่ในวงการการพิมพ์ ที่จะกระโดดเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง
เรื่อง | วันเพ็ญ พุทธานนท์
นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และการวางวิสัยทัศน์ผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ยุค 4.0 ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีขึ้นสูง เช่น หุ่นยนต์ (โรบอต) ระบบอัตโนมัติ เครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เป็นโอกาสสำคัญของ เอปสัน ยักษ์ใหญ่ในวงการการพิมพ์ ที่จะกระโดดเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง
ทั้งนี้ เห็นได้จากล่าสุด บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) ได้ลงนามร่วมกับสถาบันไทย-เยอรมัน (TGI) หน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการผลิต ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิด "ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์เอปสัน" หรือ TGI-EPSON : Epson Robotics Innovation Center ขึ้นเพื่อจัดแสดงและทำการสาธิต พร้อมจัดคอร์สอบรมการใช้งานหุ่นยนต์แขนกลของเอปสันให้แก่ผู้สนใจ
สมหวัง บุญรักษ์เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ หรือโรโบติกส์ ถือเป็นหนึ่งในนิวเอสเคิร์ฟ หรือเทรนด์ใหม่ประเทศไทยที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการสนับสนุนและพัฒนาให้เกิดการนำมาใช้งานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมของไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
แนวทางการสนับสนุนของภาครัฐเพื่อให้อุตสาหกรรมการผลิตและบริการภายในประเทศนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้งานมากขึ้น อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและบริการ การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากเงินกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีเพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ กระทรวงการคลังจะยกเว้นภาษีเงินได้ 300% สำหรับผู้ประกอบการในการวิจัยหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นต้น
ด้าน ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า เอปสันจึงมองเห็นโอกาสในการเข้ามาทำตลาดหุ่นยนต์ในประเทศไทยอย่างจริงจัง โดย เอปสัน ประเทศไทย เป็นผู้ดูแลด้านการตลาดและการจัดจำหน่ายอย่างเต็มตัว จากเดิมที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานภูมิภาคที่สิงคโปร์ เนื่องจากมองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจดังกล่าว ทั้งจากการสนับสนุนของภาครัฐและความต้องการพัฒนาการผลิตและบริการของภาคเอกชน
ก่อนหน้านี้ เอปสันได้พัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์มานานกว่า 36 ปี และจำหน่ายไปยังกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก เช่น อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี ส่วนในประเทศไทยหุ่นยนต์แขนกลของเอปสันมีใช้ในโรงงานผลิตกว่า 20 ปีแล้ว โดยลูกค้าหลักเป็นบริษัทข้ามชาติที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีของเอปสันอยู่แล้ว เมื่อขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทยจึงเลือกใช้หุ่นยนต์เอปสันในโรงงานผลิตในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
สำหรับเป้าหมายการทำตลาดในประเทศไทยนั้น เอปสันจะมุ่งเน้นไปที่ 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีที่ได้รับการส่งเสริมโดยตรงในการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต
ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่ยังใช้ระบบแมนนวล (Manual) โดยมีเพียงประมาณ 15% ที่เริ่มผสมผสานระบบอัตโนมัติเข้ารวมกับกระบวนการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ใน 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานเหล็ก โรงงานผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก และการแปรรูปอาหาร
ยรรยง กล่าวว่า เอปสันได้เริ่มนำหุ่นยนต์แขนกลขนาดเล็ก 2 ประเภท คือประเภท SCARA Robot ซึ่งเป็นหุ่นยนต์แขนกลทำงานในแนวระนาบ ประกอบด้วย T3 และ LS-Series SCARA Robot และอีกประเภทคือ 6-Axis robot ได้แก่ C-Series compact 6-Axis Robot เป็นแขนกล 6 แกนหมุนอิสระ
"จุดเด่นของหุ่นยนต์แขนกลเอปสันคือ ความแม่นยำสูง และขนาดที่เล็ก กะทัดรัด น้ำหนักเบา ซึ่งทำให้หุ่นยนต์ SCARA ของเอปสันเป็นผู้นำตลาดโลกในกลุ่มหุ่นยนต์แขนกลแนวระนาบโดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 34% ทิ้งห่างอันดับ 2 ที่มีส่วนแบ่ง 19%" ยรรยง กล่าว
ในส่วนของแผนการตลาดนั้น บริษัทจะเร่งขยายเครือข่ายพันธมิตร ทั้งด้านการจำหน่าย การบริการหลังการขาย การทำเทรนนิ่ง และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ โดยจะมีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์แขนกลและตลาดอุตสาหกรรมเพิ่มภายในปีนี้เพื่อบุกตลาดมากขึ้น
ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า เรื่องของหุ่นยนต์ยังเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อีกทั้งใช้เงินลงทุนสูง หรือขั้นต่ำเฉลี่ย 1.5 ล้านบาท สำหรับหุ่นยนต์ 1 ตัวพร้อมระบบการใช้งาน ดังนั้นการให้ความรู้ การศึกษาเพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจเพื่อให้เห็นประโยชน์ที่ได้รับจึงเป็นเรื่องสำคัญ บริษัทจึงได้สร้างทีมพรีเซล เพื่อให้คำปรึกษาครบวงจรไปจนถึงทีมบริการหลังการขายอีกด้วย
ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันประเทศไทยใช้หุ่นยนต์ในภาคการผลิตเป็นอันดับที่ 8 ของโลกและอันดับ 5 ของเอเชีย จึงเชื่อว่าจะเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน แต่ยังจำกัดอยู่ในโรงงานขนาดใหญ่เป็นหลัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อขยายเป้าหมายถึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม เชื่อว่าจะส่งผลให้ตลาดหุ่นยนต์ในไทยเติบโตได้อีกมาก โดยมีการคาดการณ์ว่า ในปี 2562 จะมีการนำเข้ามาในไทยเกือบ 5,000 ตัว เพิ่มจากปี 2559 ซึ่งมีการนำเข้าอยู่ที่ 3,700 ตัว
อนาคตของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ยังไปได้อีกไกลในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งในอนาคตไม่ใช่เพียงการนำมาใช้ในโรงงานหรือภาคการผลิตเท่านั้น แต่ต่อไปหุ่นยนต์จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 4-5 ปีนับจากนี้จะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะภาคบริการ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เอปสันจะมุ่งไปเช่นกัน







