
สมาคมประกันวินาศภัยขอสรรพากรหักค่าใช้จ่ายตามจริง
สมาคมประกันวินาศภัย ขอกรมสรรพากรหักค่าใช้จ่ายจากการตั้งสำรองเบี้ยฯและสำรองสินไหมตามจริง
สมาคมประกันวินาศภัย ขอกรมสรรพากรหักค่าใช้จ่ายจากการตั้งสำรองเบี้ยฯและสำรองสินไหมตามจริง
นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวว่า ทางสมาคมฯได้ทำเรื่องขอกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง แก้ประมวลกฎหมายเรื่องการหักค่าใช้จ่ายจากการตั้งสำรองเบี้ยประกันภัย และ ตั้งสำรองสินไหมทดแทน จากปัจจุบันหักได้ 40% เป็นตามที่นักคณิตศาตร์ประกันภัยกำหนดเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา
“แนวโน้มจะหักค่าใช้จ่ายจากการตั้งสำรองได้มากขึ้น เพราะลูกค้ามีแนวโน้มจะซื้อประกันเพิ่มขึ้น ก็จะต้องตั้งสำรองสูง เพื่อให้เพียงพอต่อการจ่ายสินไหมลูกค้า และ บริษัทมีความมั่นคง”นายจีรพันธ์กล่าว
ทั้งนี้ 6 เดือนแรกของปี 2553 ธุรกิจประกันวินาศภัย มีเงินสำรองทั้ง 2 ประเภทรวมกัน จำนวน 7.42 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.16%
นายจีรพันธ์ กล่าวว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายครั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับกฎหมายประกันวินาศภัยฉบับล่าสุด ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันวินาศภัย(คปภ) จัดทำขึ้นเมื่อปี 2551 กำหนดให้บริษัทประกันภัยเปลี่ยนเกณฑ์ตั้งสำรองใหม่ตามการคำนวณของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย
แหล่งข่าวจากคปภ.กล่าวว่า การกำหนดให้บริษัทประกันวินาศภัย ต้องตั้งสำรองเบี้ยประกันภัย และ เบี้ยสำรองค่าสินไหมทดแทน ตามการคำนวณของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย เพื่อสร้างความเพียงพอของสภาพคล่อง และ ให้มีความรับผิดชอบต่อลูกค้าผู้เอาประกันให้มากขึ้น
เนื่องจาก บริษัทประกันภัยมีความแตกต่างในขนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทประกันวินาศภัยที่มีจำนวนบริษัทรวมทั้งสิ้น 68 บริษัท มีความแตกต่างกันมาก คือ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงต่อปี เกินกว่า 5,000 ล้านบาท มีเพียง 3 บริษัท บริษัทขนาดกลางที่มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงระหว่าง 1,000 – 5,000 ล้านบาท จำนวน 23 บริษัท
ในขณะที่บริษัทประกันวินาศภัยขนาดเล็กที่มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงไม่เกิน 1,000 ล้านบาท มีจำนวนถึง 37 บริษัท ซึ่งบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้อาจมีข้อจำกัดในหลายๆ ประการ เช่น ความสามารถในการระดมทุน ความรู้ความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพของบุคลากร ทั้งในระดับพนักงานและระดับผู้บริหาร
นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยขนาดเล็กที่มีเงินกองทุนน้อย มีรายได้น้อยจึงยังมีข้อจำกัด ขาดการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพของบุคลากรและพัฒนากระบวนการทำงานด้วยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารจัดการและเพิ่มคุณภาพการให้บริการได้ บริษัทเหล่านี้จึงมีข้อจำกัดในการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพในการดำเนินการและการให้บริการ เพื่อให้พร้อมรับการแข่งขันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
การที่ บริษัทประกันภัยของไทยโดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก จึงมีผลกระทบโดยตรงถึงศักยภาพในการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินการของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการสถานที่ เทคโนโลยี อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำเนินการและการให้บริการ
แหล่งข่าวจากกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกรมสรรพากรยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับการพิจารณาภาษีที่ประชาชนรายย่อยจะได้รับเป็นอันดับแรก คือ เรื่องการลดหย่อนภาษีจากกรมธรรม์บำนาญ ซึ่งได้เสนอให้ทางรมว.คลัง พิจารณาลงนาม คาดว่าจะออกมาได้ภายในปีนี้ ส่วนภาษีนิติบุคคล จะมีการพิจารณาในภายหลัง







