posttoday
ไม่รู้จะเลือกใคร แอลทีเอฟ-อาร์เอ็มเอฟ

ไม่รู้จะเลือกใคร แอลทีเอฟ-อาร์เอ็มเอฟ

27 กันยายน 2560

ลีลี่ โจวมนุษย์เงินเดือนเจ้าเอยเคยมีอาการเช่นนี้กันบ้างไหม พอคิดจะซื้อกองทุนรับสิทธิลดหย่อนภาษี เจอกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) มาให้เลือกทั้งคู่แต่ไม่รู้จะเลือกซื้ออะไรดี แอลทีเอฟก็อยากมี อาร์เอ็มเอฟ ก็อยากได้ แต่ไม่รู้อย่างไหนดีกว่ากัน

ลีลี่ โจว

มนุษย์เงินเดือนเจ้าเอยเคยมีอาการเช่นนี้กันบ้างไหม พอคิดจะซื้อกองทุนรับสิทธิลดหย่อนภาษี เจอกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) มาให้เลือกทั้งคู่แต่ไม่รู้จะเลือกซื้ออะไรดี แอลทีเอฟก็อยากมี อาร์เอ็มเอฟ ก็อยากได้ แต่ไม่รู้อย่างไหนดีกว่ากัน

วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกัน

จากการสอบถาม ชวินดา หาญ รัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย ว่า มนุษย์เงินเดือนแบบเราๆ จะซื้อแอลทีเอฟหรืออาร์เอ็มเอฟดี?

คำตอบที่ได้คือ แอลทีเอฟ เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง

อาร์เอ็มเอฟ เลือกความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต่ำไปจนถึงสูง ดังนั้นจึงเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย

ทั้งแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟจะ เริ่มต้นลงทุนเมื่อไหร่ก็ได้ โดยเฉพาะ อาร์เอ็มเอฟ ถ้ายิ่งเริ่มต้นลงทุนเร็วเท่าไรก็ยิ่งได้เปรียบ

เพราะยิ่งเริ่มเร็วก็จะรับความเสี่ยงช่วงเริ่มต้นลงทุนได้มากกว่าเพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงกว่า และหากเจ็บตัวตอนต้นก็ยังมีโอกาสแก้ตัวได้ใหม่

หากถามความเห็นส่วนตัวก็มองว่า อาร์เอ็มเอฟมีประโยชน์มากกว่าแอล ทีเอฟ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เริ่มทำงาน

เนื่องจากการลงทุนในอาร์เอ็มเอฟเป็นการฝึกปรือให้มนุษย์เงินเดือนรู้จักการออมจริงๆ จากการได้เห็นเงินออมเติบโต ก็ช่วยสร้างความสุขทางการลงทุนให้มนุษย์เงินเดือนได้

ชวินดา กล่าวว่า ปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เพราะหากไปหวังพึ่งพาเงินจากกองทุนประกันสังคมอย่างเดียว เมื่อ 10-20 ปีข้างหน้า เข้าสู่วัยเกษียณแล้วก็ไม่รู้ว่าเงินที่ได้จากกองทุนประกันสังคม จะตอบโจทย์กับเงินเฟ้อในอนาคตหรือไม่ ดังนั้นเราต้องวางตำแหน่งตัวเองให้ดี มองความไม่แน่นอนของอนาคตไว้ด้วย

ในส่วนของ บลจ.กรุงไทย ก็มีทั้งกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ พร้อมให้นักลงทุนเลือกอยู่หลากหลายกองอยู่แล้ว และปลายปีนี้ก็น่าจะมีกองใหม่ๆ ออกมาอีกให้เลือกสรรกัน

ท้ายนี้ ชวินดา คาดว่า การลงทุนในแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟก็คงจะไปกระจุกตัวอยู่มากช่วงปลายปีเหมือนเช่นเคย เป็นธรรมชาติของคนไทยถ้าคิดจะประหยัดภาษีก็มักจะนึกได้และไปลงทุนช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.

ด้าน วิน พรหมแพทย์ ประธาน เจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี- พรินซิเพิล ให้ข้อแนะนำว่า แอลทีเอฟเป็นการลงทุนในหุ้นโดยภาคบังคับและคนส่วนใหญ่เวลาจะเลือกลงทุนแอลทีเอฟหรืออาร์เอ็มเอฟ ก็มักจะเริ่มจากแอลทีเอฟ ก่อน เพราะมองว่าลงทุน 7 ปีก็ขายออกได้ แต่ถ้าลงทุนอาร์เอ็มเอฟจะต้องถือจนกระทั่งเกษียณอายุ

อย่างไรก็ตาม หากให้แนะนำก็ขอแนะนำว่า ควรจะลงทุนทั้งแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ

แต่เนื่องจากแอลทีเอฟบังคับลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อจะไปลงทุนอาร์เอ็มเอฟก็ควรจะเลือกกองทุนที่ลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทอื่นที่ไม่ใช่หุ้น

ตัวอย่างของอาร์เอ็มเอฟที่ไม่ได้ ลงทุนในหุ้น ที่ บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล นำเสนอ เช่น ไอพร็อพ เป็นอาร์เอ็มเอฟที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มีความ เสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นครึ่งหนึ่ง แต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้

วิน อธิบายว่า กองทุนที่ลงทุนในหุ้นจะมีความเสี่ยงเท่ากับ 18% ต่อปี แต่ ไอพร็อพจะมีความเสี่ยง 8-9% ต่อปี ในขณะที่ไอพร็อพจะได้ผลตอบแทนเป็นรายได้ค่าเช่าปีละ 5-6%

"จริงๆ อยากแนะนำให้ลงทุนทั้งคู่ ทั้งแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ แต่ถ้าจะให้มองข้อดีว่าแอลทีเอฟ หรืออาร์เอ็มเอฟมีข้อดีมากกว่ากัน ก็มองว่า อาร์เอ็มเอฟมีข้อดีมากกว่า เพราะจะสร้างวินัยให้ลงทุนระยะยาวเพื่อรองรับการเกษียณอายุจริงๆ" วิน กล่าว

ท้ายนี้ วินฝากข้อคิดดีๆ ไว้ว่า หากจะลงทุนในแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ ไม่อยากให้ผู้ลงทุนคิดว่า จะมาลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก แต่ควรมองวัตถุประสงค์การลงทุนว่าทำเพื่อรองรับการเกษียณอายุของ ตัวเองดีกว่า

นอกจากนั้น การลงทุนในแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟเป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้นการลงทุนในพอร์ตอื่นๆ ที่ลงทุนแบบเข้าๆ ออกๆ ก็สู้ผลตอบแทนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟไม่ได้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ก่อนจะลงทุนอะไรนักลงทุนก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องรู้ก่อนลงทุนก็คือ แอลทีเอฟต้องลงทุนขั้นต่ำ 7 ปีถึงขายออกได้ ส่วนอาร์เอ็มเอฟต้องซื้อทุกปีห้ามหยุดและจะขายได้ก็ต่อเมื่ออายุเกิน 55 ปี เข้าสู่วัยเกษียณแล้วเท่านั้น

สรุปแล้ว ลงทุนไปทั้งคู่ ไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นวันทองสองใจ หรือใครจะมา บอกว่าเราเป็นคนรักพี่เสียดายน้อง

ในเมื่อทั้งแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟต่างก็มีประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการออมเงินระยะยาวเหมือนกัน และการลงทุนทั้งสองกองในประเภทหลักทรัพย์ที่ต่างกันก็ช่วยกระจายความเสี่ยงการลงทุนได้

เพียงแต่การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง