
พอร์ตหุ้นเดือน ต.ค.
ดัชนีตลาดหุ้นไทยเปิดทำการวันแรกของไตรมาส 4 ปี 2560 ยังคงพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง ทำให้นักวิเคราะห์คาดกันว่าเดือน ต.ค.นี้ และตลอดไตรมาสสุดท้ายของปีทิศทางดัชนีน่าจะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อ แต่จะเป็นในหุ้นแบบไหนนั้น
ดัชนีตลาดหุ้นไทยเปิดทำการวันแรกของไตรมาส 4 ปี 2560 ยังคงพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง ทำให้นักวิเคราะห์คาดกันว่าเดือน ต.ค.นี้ และตลอดไตรมาสสุดท้ายของปีทิศทางดัชนีน่าจะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อ แต่จะเป็นในหุ้นแบบไหนนั้น
บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) ได้ออกกลยุทธ์ลงทุน เดือน ต.ค. ว่าดัชนีหุ้นนาจะพักตอหลงจากวิ่งแรงในชวงที่ผานมาจะขยับแบบไซดเวยจากสองสาเหตุหลัก ไดแก 1) คาเงินบาท และแนวโนมกระแสเงินทุนไหลเขาที่อาจจะชะลอตัวในชวงสองสามสัปดาหขางหนา เนื่องจากปจจัยมหภาคของโลก ซึ่งสงสัญญาณวา US Dollar Index อาจจะกระตุกขึ้นในระยะสั้นส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นและเงินบาทจะอ่อนค่าลง 2) ดัชนีมีโอกาสจะขยับตัวเพิ่มขึ้นอีกแค 3% ถึงเปาสิ้นปนี้ของเราที่ 1,710 จุด ซึ่งเป็นเปาที่อิงจากประมาณการอัตรากำไรสุทธิ (EPS) กลางป 2561 ซึ่งถือวาเปนเปาที่คอนไปทาง สูงอยูแลว แตอยางไรก็ตามยังคงมองวาตลาดหุ้นไทยจะ Outperform ตลาดในภูมิภาคเนื่องจากโมเมนตัมของการปรับเพิ่มประมาณการ EPS และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่กําลังเขาสูชวงไฮซีซั่น ซึ่งจะชวยจํากัดความเสี่ยงทางลงของคาเงินบาท
สำหรับหุนเดนเดือน ต.ค. : กลับมาเนนหุนขนาดกลาง เนื่องจากตลาดน่าพักตัว เมื่อเรามองวาภาพรวมของตลาดในเดือนนี้จะ พักตัว จึงกลับมาเนนที่หุนขนาดกลางอีก โดยเชื่อวา Wealth Effect ซึ่งเกิดจากการที่หุนวิ่งขึ้นมาแรงเกินคาดในเดือนที่แลว จะชวย หนุนหุนขนาดกลางที่พื้นฐานแข็งแกรง หรือมีประเด็นขาวในชวง ครึ่งหลังของปนี้โดยประเด็นที่ใชในการเลือกหุน ได้แก่ 1.หุนการ บริโภค ซึ่งเนนไปที่กําลังซื้อในเขตเมือง 2.การเขาสูชวงไฮซีซั่นของ จํานวนนักทองเที่ยวตางชาติ 3.วัฏจักรการลงทุนขาขึ้นของโครงการโครงสรางพื้นฐาน และ 4.เลือกหุนที่มีแนวโนมกําไรแข็งแกร่งในไตรมาส 3 แบบรายตัว (Bottom-up) ซึ่งทําใหเราเลือกไดหุนเดนมา 8 ตัวในเดือนนี้ ไดแก AAV ANAN BCH BCP CPALL ERW MINT และ SEAFCO
ขณะที่ วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ KTBST มองตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (วันที่ 2-6 ต.ค.) ว่าดัชนียังเป็นช่วงของการปรับฐานและทรงตัว จนกว่าแรงขายจะชะลอลง หลังขึ้นไปทดสอบ 1,670 จุด คาดว่าจะลงมาเล่นในกรอบ 1,660-1,680 จุด
ทั้งนี้ การปรับพอร์ตของนักลงทุนรับสถานการณ์ที่เฟดปรับ นโยบายการเงิน และสถานการณ์เกาหลีเหนือจะเป็นตัวแปร สำคัญจากต่างประเทศ ขณะที่ของไทยเองจะมีการเข้ามาเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 3 ส่งผลให้มีการเข้ามาลงทุนในหุ้นที่ถูก คาดว่ากำไรจะดีมากขึ้น
ด้านปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ การที่เฟดส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ โดยที่โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่สำรวจโดย Bloomberg พบว่าเพิ่มขึ้นเป็น 66% และการประกาศตัวเลขที่ชัดเจนของมาตรการลดภาษีของทรัมป์ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง โดย Dollar Spot Index ปรับตัวขึ้นมาจาก 92 เป็น 93 จุด ทำให้ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์อ่อนค่าลงตามลำดับ
ทั้งนี้ ทาง KTBST มองว่าค่าเงินบาทจะไม่แข็งค่าไปมากกว่านี้ และเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออกไทยและหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นลบจากต่างชาติอาจขายหุ้นเพราะค่าเงินอ่อนลงอีกปัจจัยคือ การดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งผลสำรวจจาก Bloomberg พบว่าอยู่ในระดับที่ต่ำเพียง 0.5%
อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยและหยุดการทำ QE ซึ่งจะเป็นลบต่อตลาดหุ้นโดยรวม โดยที่ผ่านมามีการระบุว่า ECB จะหยุดการทำ QE ในช่วงประมาณ ไตรมาสแรกปี 2561
สำหรับปัจจัยในประเทศติดตามในเรื่องกระแสเงินสดจากต่างประเทศ สัปดาห์ที่ผ่านมาต่างชาติเริ่มมีสถานะสุทธิเป็นขาย 2,200 ล้านบาท อีกทั้งยังมีสถานะเป็น Short Position ใน SET50 Futures อาจเป็นสัญญาณว่าต่างชาติจะมีการขายทำกำไรในตลาดหุ้นไทย
ขณะที่การคาดการณ์งบไตรมาส 3 หุ้นธนาคาร ได้แก่ ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) และทุนธนชาต (TCAP) ทั้งสองตัว คาดว่าจะมีผลประกอบการออกมาดี และสัปดาห์นี้คาดว่าจะมี การคาดการณ์หุ้นกลุ่มแบงก์ที่เหลือ คาดกำไรจะเติบโตเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หลังการตั้งสำรองของธนาคารกรุงไทย (KTB) ลดลงขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 112.94 เพิ่มขึ้น 3.74% ขยายตัวสูงสุดในรอบ 9 เดือน อัตราการใช้กำลังการผลิต 62.46% เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และกระตุ้นการบริโภค เช่น ออกบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งการส่งออกภาคเกษตรเริ่มมีมากขึ้น และช่วงปลายปีภาคการผลิต จะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือน พ.ย. เพื่อส่งมอบลูกค้าช่วงเทศกาล ปลายปีดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ต้องเน้นเล่นสั้นสลับ กลุ่มเล่นแบบรายวัน หากดัชนีต่ำกว่า 1,660 จุด นักลงทุนระยะยาวให้ลดพอร์ต ส่วนการเก็งกำไรช่วงสั้นแนะให้รอซื้อ เมื่อตลาดมีแรงซื้ออย่างจริงจังเข้ามา กลุ่มหุ้นที่ให้น้ำหนักมากที่สุด จะไปเน้นที่หุ้นมี ปัจจัยบวกเฉพาะตัว หุ้นที่ผลประกอบการไตรมาส 3 ที่จะออกมาดี และหุ้นที่ยังมีความ Laggard มองกรอบการเคลื่อนไหวดัชนีในสัปดาห์นี้ที่ 1,650-1,680 จุด หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) โรงพยาบาลราชธานี (RJH) ไทยออยล์ (TOP) ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ (ASAP)







