posttoday
จะป้องกันพอร์ตของคุณจากตลาดขาลงอย่างไร

จะป้องกันพอร์ตของคุณจากตลาดขาลงอย่างไร

27 กันยายน 2560

ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างร้อนแรง นั่นหมายความว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นที่ตลาดอาจปรับตัวลงเพื่อ Correction ด้วยเช่นกัน ในสัปดาห์นี้เราได้เห็นว่า SET Index เริ่มชะลอการปรับตัวขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ลงทุนหลายๆ ท่านอาจจะมีความกังวลเรื่องทิศทางของตลาดว่า SET Index กำลังพักฐานเพื่อจะทะยานขึ้นต่อ หรือกระทิงตัวนี้กำลังจะหมดแรงและอาจจะปักหัวลงในไม่ช้า ในบทความนี้เราจะมาดูว่าผู้ลงทุนจะมีวิธีป้องกันพอร์ตลงทุนจากความไม่แน่นอนนี้ได้อย่างไร

ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างร้อนแรง นั่นหมายความว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นที่ตลาดอาจปรับตัวลงเพื่อ Correction ด้วยเช่นกัน ในสัปดาห์นี้เราได้เห็นว่า SET Index เริ่มชะลอการปรับตัวขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ลงทุนหลายๆ ท่านอาจจะมีความกังวลเรื่องทิศทางของตลาดว่า SET Index กำลังพักฐานเพื่อจะทะยานขึ้นต่อ หรือกระทิงตัวนี้กำลังจะหมดแรงและอาจจะปักหัวลงในไม่ช้า ในบทความนี้เราจะมาดูว่าผู้ลงทุนจะมีวิธีป้องกันพอร์ตลงทุนจากความไม่แน่นอนนี้ได้อย่างไร

ในแง่ของผู้ลงทุน หากตลาดกำลังเป็นขาลง ควรเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ในมือ เพราะการมีเงินสดย่อมดีกว่าการมีหุ้นอยู่เต็มพอร์ตในช่วงดังกล่าว เนื่องจากการมีเงินสดจะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกกระจายความเสี่ยงหรือซื้อหุ้นอื่นๆ หรือตัวเดิมที่ราคาปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดได้ ในทางกลับกันหากตลาดขยับสูงขึ้นต่อ ก็ยังสามารถเข้าซื้อหุ้นตัวเดิมเพิ่มหรือตัวอื่นๆ ที่ปรับตัวเร็วกว่าตลาดได้ และยิ่งหากเป็น ผู้ลงทุนที่เข้าใจการใช้เครื่องมือ Options ด้วยแล้วนั้นจะยิ่งทำให้มีอิสระกับการปรับสถานะให้สอดคล้องกับภาวะตลาด เพราะว่า Options นั้น สามารถทำได้ทั้งการขายและการซื้อ รวมไปถึงมีทั้ง Call Options และ Put Options ให้ผู้ลงทุนเลือกใช้ ซึ่งนับเป็นข้อแตกต่างอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นเพราะความเสี่ยงของทิศทางหุ้นไม่สามารถปรับระหว่างกาลได้

การจัดพอร์ตลงทุน หากผู้ลงทุนมีหุ้นอยู่ในพอร์ตเลือกที่จะขายหุ้นออกจากพอร์ตได้ แต่ต้องคำนึงถึงค่าคอมมิชชั่นที่เข้ามาเกี่ยวการขายหุ้นด้วย ซึ่งสำหรับพอร์ตขนาดใหญ่อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาก อีกทางเลือกหนึ่งคือให้ใช้วิธีการปรับพอร์ตเป็น Market Neutral (คือไม่เอนเอียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งของตลาด) โดยสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ Short Options ยกตัวอย่างเช่น การทำ Covered Call (คาดว่าหุ้นที่ถืออยู่จะไม่ปรับตัวขึ้น จึงขาย Call Options) เพราะในกรณีที่ตลาดคงที่ ไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ผู้ลงทุนก็จะยังคงสามารถทำกำไรได้จากพอร์ตนี้จากค่า Premium ที่สามารถนำไปลงทุนในหุ้นเพิ่มอีกด้วย

กรณีตลาดปรับลดลงผู้ลงทุนมีความต้องการที่จะต้องถือหุ้นต่อไป การ Short Options ไว้จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดอยู่ดี เพราะได้ส่วนชดเชยจากค่า Premium นั่นเอง ซึ่งหากผู้ลงทุนไม่ใช้ Options การถือหุ้นอยู่ในพอร์ต จะเสมือนว่าผู้ลงทุนนั้นมีมุมมองที่สวนทางกับตลาดอยู่ ซึ่งหากอยู่เฉยๆ การขาดทุนจะมากขึ้นเรื่อยๆ หรือหากเลือกที่จะทำการช้อนซื้อหุ้นเพิ่ม ก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยงสูง (เพราะสวนทางตลาดเพิ่มเข้าไปอีก) เนื่องจากอาจจะขาดทุนเพิ่มหากตลาดยังคงลงแรงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามหากหุ้นที่ผู้ลงทุนถืออยู่มีการจ่ายปันผล ก็จะช่วยลดทอนการขาดทุนได้

กรณีตลาดปรับตัวสูงขึ้น ผู้ลงทุนที่ Short Options สามารถทยอยปรับสถานะของ Options โดยการปิดสถานะหรือปรับกลยุทธ์ไปเป็น Costless Collar (นำ Premium ที่ได้จากการ Short Call ไป Long Put) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากขาลงในอนาคตโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนเพิ่มเพื่อการ Hedging

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถทยอยสร้างสถานะ Short Call Options ในระหว่างที่ตลาดปรับลดลงก็ได้ เนื่องจากในช่วงตลาดขาลง มักจะมีความผันผวนสูงด้วย ซึ่งทำให้สามารถขาย Options ได้ที่ราคาสูง โดยในช่วงที่มองว่ามีความผันผวนสูงสุด ให้เปิดสถานะมากกว่าปกติและยิ่งช่วยลดความเสียหายได้เพิ่มอีกด้วย

ในการเลือกปรับกลยุทธ์ตามทิศทางของตลาดนั้น ผู้ลงทุนต้องไม่ลืมให้ ความสำคัญต่อความสมดุลของพอร์ต โดยรวมด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ลงทุนจะต้องมีพอร์ตที่สมดุลย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น หากพอร์ตที่ถืออยู่สมดุลอยู่แล้ว แต่ตลาดยังคงปรับตัวลงต่อ ก็สามารถปรับพอร์ตให้ Bearish กว่าเดิมได้ แต่ต้องอย่าให้มากเกินไปเท่านั้นเอง โดยขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการคาดการณ์ ของผู้ลงทุนว่าตลาดจะปรับตัวลงไปอีกเท่าไหร่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท