
AAVผ่านจุดต่ำสุด
พูลศรี เจริญ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น หรือ AAV ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในสายการบิน "ไทยแอร์เอเชีย" เป็นขวัญใจนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือมิดแอนด์สมอลแคป ที่พบว่าหลายกองลงทุนในหุ้นสายการบินต้นทุนต่ำแห่งนี้
พูลศรี เจริญ
บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น หรือ AAV ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในสายการบิน "ไทยแอร์เอเชีย" เป็นขวัญใจนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือมิดแอนด์สมอลแคป ที่พบว่าหลายกองลงทุนในหุ้นสายการบินต้นทุนต่ำแห่งนี้
นอกจากนี้ พบว่าบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ถือหุ้น AAV ในสัดส่วน 10.17% โดยเป็นการซื้อเข้าพอร์ตกองทุนภายใต้การบริหารหลายกอง
ขณะที่ AAV ทำผลงานครึ่งปีแรกไม่ดีนัก โดยมีรายได้รวม 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 741 ล้านบาท ลดลง 48% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
อย่างไรก็ดี ในขณะนี้มีปัจจัยบวกใหม่ที่ต้องรอลุ้น โดยวันที่ 27ก.ย.ที่ผ่านมา องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ได้เข้าตรวจมาตรฐานการบินไทย หากประเมินผ่านและไทยได้รับการปลดล็อกธงแดง จะเป็นผลบวกให้กับอุตสาหกรรมการบินของไทย หลังปัญหาดังกล่าวเรื้อรังกว่า 2 ปี เป็นข้อจำกัดให้สายการบินไม่สามารถขยาย เส้นทางไปยังต่างประเทศได้
"เป็น 2 ปีที่รอคอย...ใกล้คลี่คลายปัญหาธงแดง" ประโยคข้างต้น บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ ที่สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกที่มีต่อ AAV
โดย บล.หยวนต้า เชื่อว่า AAV จะกลับมาขยายเส้นทางบินระหว่างต่างประเทศเชิงรุกอีกครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหนุนการเพิ่มขึ้นของราคาตั๋วเฉลี่ยในระยะยาว และการเติบโตของรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับค่าบริการผู้โดยสาร ทั้งรายได้ค่าสัมภาระและการบริการบนเครื่องบิน (21% ของรายได้รวมในปี 2559)
มุมมองต่อราคาหุ้น บล.หยวนต้า คงคำแนะนำ "เก็งกำไร" AAV ให้ราคาเหมาะสม 6.25 บาท โดยให้ 3 เหตุผลสนับสนุน ดังนี้
ประเด็นแรก คาดว่า ICAO ประกาศผลการตรวจสอบภายในเดือน ต.ค.นี้้ หากปลดล็อกธงแดงได้จะเป็นบวกต่ออุตสาหกรรมสายการบิน
ประเด็นที่ 2 ประเด็น ICAO ถือเป็นผลดีต่อ AAV หากปลดล็อกได้จริง คาดว่าเป็นบวกต่อการขยายเส้นทางบิน เพิ่มราคาตั๋วเฉลี่ยและบริการเสริมอื่นๆ ในปีหน้าเป็นต้นไป
ประเด็นที่ 3 ผลการดำเนินงาน AAV ถึงจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/2560 และฟื้นตัวในไตรมาส 3 ขณะที่คาดว่าจะทำกำไรสูงสุดในไตรมาส 4 ปีนี้ จากผลของฤดูกาลและการกลับมาของ นักท่องเที่ยวจีน (สัดส่วนรายได้ 30%) ที่โดดเด่น
โดยครึ่งปีหลัง AAV ได้มีการเปิดเส้นทางบินใหม่เพิ่ม โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ ได้แก่ ประเทศอินเดีย ที่คาดว่าจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในอนาคต และมัลดีฟส์ที่คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี
บล.หยวนต้า คาดว่า AAV จะมีฐานลูกค้าเอเชียใต้เพิ่มขึ้นเป็น 3-5% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จากปีก่อนที่ 1% ซึ่งมองว่าจะเป็นข้อดีที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงจากปัจจุบันที่สายการบินไทยแอร์เอเชียอิงกับจำนวนผู้โดยสารชาวจีนค่อนข้างมากราว 20% ของจำนวนผู้โดยสารรวม ซึ่งปัจจุบันเส้นทางบินจีนเริ่มมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
ขณะที่คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2561 กลับมาเติบโต จากนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวมากขึ้น และผลจากการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ รวมถึงการเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางที่ได้รับความนิยม ทั้งนี้ประเมินจำนวนผู้โดยสารในปีหน้าคาดว่าจะเติบโตราว 12-15% และคาดว่าราคาตั๋วโดยสารเฉลี่ยคาดว่าจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ 1-2%
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ บล.หยวนต้า มองว่ายังคงต้องติดตาม คือ ความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจุบัน AAV ได้มีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมันล่วงหน้าสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2561 บางส่วนแล้ว ยังประเมินกำไรสุทธิปีหน้าที่ 1,884 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20%
ด้าน ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AAV กล่าวว่า ผลการดำเนินงานบริษัทครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลของธุรกิจสายการบินและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกที่ลดลง 2-3%
"ครึ่งปีหลังคาดว่าจะขยายตัวเป็นบวก 1-2% โดยสิ้นปีนี้มั่นใจว่าจำนวน ผู้โดยสารจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 19.5 ล้านคน และอัตราขนส่งที่ 84% หลัง นักท่องเที่ยวจีนเริ่มฟื้นตัวกลับเข้ามาในประเทศมากขึ้น"
ช่วงที่เหลือของปีนี้ สายการบินไทยแอร์เอเชียมีแผนจะรับมอบเครื่องบิน ลำใหม่อีก 3 ลำ เพื่อรองรับขยายเส้นทางการบิน โดยเฉพาะในกลุ่มซีแอล เอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และอินเดีย ส่งผลให้มีฝูงบินทั้งหมดเป็น 57 ลำ ก่อนจะรับมอบเครื่องลำเพิ่มอีกปีละ 5-6 ลำในปี 2561 และปี 2562 ด้วย ซึ่งตามเป้าหมายในระยะยาวของไทยแอร์เอเชีย คาดว่าในปี 2563 จะมีฝูงบินให้บริการรวม 73 ลำ
นอกจากนี้ กลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย ได้เสนอแผนงานต่อคณะทำงานของโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ในการที่ผลักดันให้สนามบินอู่ตะเภา เป็นศูนย์กลางของสายการบินต้นทุนต่ำในภูมิภาค รวมถึงเสนอแผนลงทุนของ "แอร์เอเชีย" เพื่อใช้สนามบินแห่งนี้ เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงแห่งแรกของเครื่องบินแอร์เอเชียในภูมิภาคนี้ที่มีอยู่กว่า 200 ลำ รวมถึงให้บริการสายการบินรายอื่นด้วย โดยแผนลงทุนเบื้องต้น ชยังไม่ได้กำหนดวงเงินลงทุน หรือรูปแบบการลงทุนว่าแอร์เอเชียจะลงทุนเองหรือหาพันธมิตรร่วมทุน







