
เข็นทำงบสมดุล ป้องกันวิกฤตการคลัง
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงการทำงบประมาณสมดุลเป็นเป้าหมายสำคัญของกระทรวงการคลัง เพราะเป็นการสร้างเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศให้มีความมั่นคง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การทำงบประมาณสมดุลเป็นเป้าหมายสำคัญของกระทรวงการคลัง เพราะเป็นการสร้างเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศให้มีความมั่นคง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างดี และมีเสถียรภาพเข้มแข็ง
อย่างไรก็ตาม ที่ในช่วงกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนรวมถึงเศรษฐกิจภายประเทศมีปัญหาจากปัญหาทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจไทย มีปัญหา นักลงทุนไม่มั่นใจไม่กล้าลงทุน ทำให้รัฐบาลต้องเป็นตัวนำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลเพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มากที่สุด
หากย้อนการทำงบขาดดุลที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2550 และ 2551 มีงบขาดดุลปีละ 1.5 แสนล้านบาท ต่อมาปีงบประมาณ 2552 และ 2554 มีงบขาดดุลปีละ 3.5 แสนล้านบาท ปีงบประมาณ 2554 และ 2555 มีงบดุลปีละประมาณ 4 แสนล้านบาท ปีงบประมาณ 2556, 2557 และ 2558 มีงบขาดดุลปีละ 2.5-3 แสนล้านบาท พอมาถึงปีงบประมาณ 2559 ขาดดุลเพิ่มเป็น 3.9 แสนล้านบาท
สำหรับปีงบประมาณ 2560 มีการขาดดุลสูงเป็นประวัติการณ์ 5.52 แสนล้านบาท และปีงบประมาณ 2561 ที่เริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา ก็เป็นงบแบบขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อนับรวม 12 ปี ที่มีการทำงบแบบขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้หนี้ของประเทศเพิ่มขึ้น 4 ล้านล้านบาท ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. 2560 มีจำนวน 6.27 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.92% ของจีดีพี โดยแบ่งเป็นหนี้รัฐบาล 4.86 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ 9.66 แสนล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 4.32 แสนล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 1.46 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้นสุทธิ 4.98 หมื่นล้านบาท
แม้ว่าสถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกิน 60% และภาระชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายไม่เกิน 15% อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังก็ไม่สามารถนิ่งเฉยที่จะไม่วางแผนการทำงบประมาณเข้าสู่ภาวะสมดุลให้ได้ในอนาคต
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า คลังได้เรียกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และกรมภาษีได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เพื่อทำแผนการเก็บ รายได้ในอนาคตให้ได้มากเพียงพอที่จะทำให้งบประมาณของประเทศเข้า สู่สมดุลเร็วที่สุด โดยให้หน่วยงานต่างๆ ไปทำแผนให้ชัดเจนและนำกลับมาเสนออีกครั้งในเร็วนี้
ปลัดคลัง กล่าวว่า หน้าที่ของกระทรวงการคลังต้องดูเสถียรภาพการคลัง ซึ่งต้องทำงบประมาณของประเทศให้เข้าสู่สมดุลให้ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำได้ในเร็วๆ 2-3 ปีนี้ แต่ในระยะกลางต้องทำงบประมาณของประเทศต้องเข้าสู่สมดุล
ทั้งนี้ หากพิจารณาการทำงบประมาณเข้าสู่สมดุล มีปัญหาอยู่ 2 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การเก็บรายได้ของประเทศไม่เพียงพอ และรายจ่ายของประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ต้องใช้เงินจำนวนหลายล้านล้านบาท โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งแผน 5 ปี ต้องใช้เงินถึง 1.7 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา สาธารณสุข สังคม ซึ่งใช้เงินไม่น้อยกว่าการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง
ในส่วนของการเก็บรายได้ของประเทศนั้น จะพบว่าในช่วง 4-5 ปี การเก็บภาษีของ 3 กรมภาษีทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมาก โดยเฉพาะการเก็บภาษีของกรมสรรพากร หากพิจารณาการเก็บรายได้รัฐบาลล่าสุดในรอบ 11 เดือนของปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลมีรายได้ 2.08 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1,961 ล้านบาท แต่เมื่อไปดูการเก็บภาษีพบว่า กรมสรรพากรเก็บได้ 1.58 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 6.77 หมื่นล้านบาท หรือ 4.1% กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 5.16 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1.25 หมื่นล้านบาท และกรมศุลกากร จัดเก็บ รายได้รวม 9.65 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.35 หมื่นล้านบาท หรือ 12.3%
ดังนั้น การเก็บรายได้ของที่เกินเป้าหมายได้อยู่ จึงมีการนำส่งเงิน รายได้ของรัฐวิสาหกิจ 1.45 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2.23 หมื่นล้านบาท หรือ 18.1% นอกจากนี้ยังมีการเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น 1.56 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2.99 หมื่นล้านบาท หรือ 23.7% และกรมธนารักษ์จัดเก็บราย 8,724 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 2,886 ล้านบาท หรือ 49.4%
จากปัญหาการเก็บรายได้ ของประเทศจึงเห็นได้ชัดว่า หากกระทรวงการคลังจะทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลให้ได้ จะต้องแก้ปัญหาการเก็บภาษีของกรมสรรพากรให้ได้ หากแก้ไม่ตกการทำงบประมาณ เข้าสู่สมดุลก็เป็นเรื่องยาก
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในแง่ของนโยบายรัฐบาลก็มีผลสำคัญกับการทำงบประมาณเข้าสู่สมดุล โดยนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันชัดเจนว่า ยังใช้การใช้จ่ายภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งต้องใช้เงินอีกจำนวนมาก ทำให้คาดการณ์ได้ว่ารัฐบาลยังจะทำงบประมาณขาดดุลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกหลายปี
ทั้งนี้ หากดูจากการตั้งงบประมาณขาดดุลล่าสุดปี 2561 อยู่ที่ 4.5 แสนล้านบาท เป็นการขาดดุลลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท หากมีการลดการขาดดุลงบประมาณระดับนี้คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อทำงบประมาณของประเทศเข้าสู่สมดุลได้
ขณะเดียวกันจากการทำแผนยุทธศาสตร์บริหารหนี้สาธารณะของกระทรวงการคลังระยะ 5 ปี (ปีงบประมาณ 2561-2565) ก็พบว่าหนี้ของประเทศก็ยังเพิ่มขึ้นสูงอย่าง ต่อเนื่อง แม้ว่าจะอยู่ในกรอบ ความยั่งยืนทางการคลัง คาดว่า ยอดหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ปี 2561-2565 จะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับอยู่ที่ 42.7%, 44.8%, 46.9%, 48.6% และ 49.6% ต่อจีดีพี ขณะที่ภาระหนี้ต่องบประมาณ ในปี 2561-2565 จะอยู่ที่ 9%, 9.3%, 9.7%, 10.3% และ 10.7% ตามลำดับ
สำหรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2561 ก็มีกว่า 1.5 ล้านล้านบาท แยกเป็นแผนการ ก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 5.82 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 4.5 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีแผนการบริหารหนี้เดิมวงเงิน 9.2 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่าการหารายได้เพิ่มยังไม่ทันกับ รายจ่ายของประเทศที่เพิ่มมากกว่า ทำให้ยังต้องกู้เงินในแต่ละปีอยู่ใน ระดับสูง ทำให้การทำงบประมาณเข้าสู่ สมดุลในระยะสั้นเป็นเรื่องยาก แต่การทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลให้ได้ในระยะกลางเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากปล่อยให้ขาดดุลโดยไม่มีแผนเข้าสู่สมดุลเลย ฐานะและเสถียรภาพการคลังของประเทศจะมีปัญหาในที่สุด







